https://li04.tci-thaijo.org/index.php/art-science/issue/feed
ศวท : ศิลปศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (LAS: Liberal Arts, Science and Technology)
2026-04-27T13:45:27+07:00
จิณณพัต ชื่นชมน้อย
Jinnaput.c@ku.th
Open Journal Systems
<p><strong>วารสาร ศวท</strong><strong>: ศิลปศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี</strong></p> <p><strong>LAS: Liberal Arts, Science and Technology Journal</strong></p> <p><strong>เป้าหมายและขอบเขตการรับตีพิมพ์</strong></p> <p>รับตีพิมพ์ผลงานทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษประกอบด้วย บทความวิจัย (Research Article) บทความปริทัศน์ (Review Article) และรายงานฉบับย่อ (Short communication) เพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ผลงานวิชาการของคณาจารย์ นักวิชาการ บุคลากร ทั้งภายในและภายนอกคณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ทั้งนี้เรื่องที่ส่งมาตีพิมพ์ในวารสารต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ในระหว่างพิจารณาตีพิมพ์ ในวารสารหรือหนังสืออื่น การเขียนบทความต้นฉบับ (Manuscript) ต้องตรงตามรูปแบบที่วารสารกำหนดโดยมีหัวข้อรับตีพิมพ์ที่กว้างและหลากหลายสาขาประกอบด้วย</p> <p>The Journal attracts papers from a broad spectrum of the scientific community. The LAS publishing original research from across all areas of the Social Sciences as well as Science and Technology.</p> <p><strong>ด้านสังคมศาสตร์ (Social Sciences)</strong></p> <p>1. บริหารธุรกิจ การจัดการ และการบัญชี (Business, Management and Accounting) ได้แก่<br /> 1.1 บริหารธุรกิจทั่วไป การจัดการ และการบัญชี (General Business, Management and Accounting)<br /> 1.2 การบัญชี (Accounting)<br /> 1.3 บริหารธุรกิจ และการจัดการระหว่างประเทศ (Business and International Management) <br /> 1.4 การตลาด (Marketing)<br /> 1.5 พฤติกรรมองค์กรและการจัดการทรัพยากรมนุษย์ (Organizational Behavior and Human Resource Management) <br /> 1.6 กลยุทธ์และการจัดการ (Strategy and Management) <br /> 1.7 อุตสาหกรรมสัมพันธ์ (Industrial Relations) <br /> 1.8 การจัดการโลจิสติกส์ (Logistics Management) <br /> 1.9 การจัดการการผลิตและบริหารอุตสาหกรรม (Operation Management and Industrial Management)<br />2. เศรษฐศาสตร์ เศรษฐมิติ และการเงิน (Economics, Econometrics and Finance) ได้แก่<br /> 2.1 เศรษฐศาสตร์ทั่วไป เศรษฐมิติ และการเงิน (General Economics, Econometrics and Finance)<br /> 2.2 เศรษฐศาสตร์และเศรษฐมิติ (Economics and Econometrics) <br /> 2.3 การเงิน (Finance) <br />3. สังคมศาสตร์ (Social Sciences) ได้แก่ <br /> 3.1 กฎหมาย (Law)<br /> 3.2 สังคมวิทยา (Sociology)<br /> 3.3 รัฐศาสตร์ (Political Science) <br /> 3.4 ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Relations) <br /> 3.5 รัฐประศาสนศาสตร์ หรือบริหารรัฐกิจ หรือการบริหารงานภาครัฐ (Public Administration)</p> <p><strong>ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ (Science and Technology)</strong></p> <p>1. วิทยาศาสตร์ชีวภาพ (Biological Science) ได้แก่ เกษตรศาสตร์ (Agricultural Science) สิ่งแวดล้อม (Environmental Science) ชีววิทยา (Biology) พันธุศาสตร์ (Genetic) จุลชีววิทยา (Microbiology) ชีวเคมี (Biochemistry) เทคโนโลยีการอาหาร (Food Science and Technology) พืชศาสตร์ (Plant Science) สัตวศาสตร์ (Animal Science) และเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว (Post-Harvest)</p> <p>2. วิทยาศาสตร์กายภาพ (Physical Science) ได้แก่ เคมี (Chemistry) ฟิสิกส์ (Physic) คณิตศาสตร์ (Mathematics) วิทยาการคอมพิวเตอร์ (Computer Science) และวัสดุศาสตร์ (Materials Science)</p> <p>3. วิทยาศาสตร์สุขภาพ (Health Sciences) ได้แก่ การสร้างเสริมสุขภาพ (Health Promotion) อนามัยสิ่งแวดล้อม (Environmental Health) อาชีวอนามัยและความปลอดภัย และวิทยาศาสตร์สุขภาพสาขาอื่นๆ</p> <p><strong>กำหนดตีพิมพ์</strong></p> <p>-ปีละ 3 ฉบับ (ฉบับละ 6 เรื่องหรือมากกว่า)</p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน</p> <p>ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม</p> <p>ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม</p> <p><strong>การประเมินบทความต้นฉบับ </strong></p> <p>ต้นฉบับจะต้องผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer review) ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกสังกัดของเจ้าของบทความ และจากหลากหลายสถาบัน จำนวน 3 ท่านต่อบทความ โดยผู้ทรงคุณวุฒิไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์และผู้นิพนธ์ไม่ทราบชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ (Double-blind peer review) กองบรรณาธิการจะเป็นผู้สรรหาเพื่อรับการประเมิน กรณีมีการแก้ไขกองบรรณาธิการจะส่งผลการอ่านประเมินคืนผู้เขียนให้แก้ไขหรือเพิ่มเติม หรือแล้วแต่กรณี</p> <p><strong>นโยบายด้านค่าธรรมเนียม </strong></p> <p>ไม่มีค่าใช้จ่ายในการส่งบทความเพื่อตีพิมพ์กับวารสาร</p> <p><strong>การส่งต้นฉบับ</strong></p> <p>จัดส่งต้นฉบับที่พิมพ์ตามข้อกำหนดของรูปแบบวารสารที่เว็บไซต์ https://li04.tci-thaijo.org/index.php/art-science/ (เมนู About ไปที่การส่งบทความ)</p>
https://li04.tci-thaijo.org/index.php/art-science/article/view/8031
แนวทางการจัดการความเครียดในงานบริการโรงแรม
2025-11-09T19:15:50+07:00
ปาณิสรา สุขดี
65310107@go.buu.ac.th
กัลยาวีร์ สิงห์อยู่
65310171@go.buu.ac.th
นรบดี รื่นอารมณ์
65310049@go.buu.ac.th
ณัฏฐพร สุขสวัสดิ์
65310110@go.buu.ac.th
ธนนท์รัฐ นาคทั่ง
tanonratn@buu.ac.th
<p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สังเคราะห์แนวทางการจัดการความเครียดของพนักงานในอุตสาหกรรมโรงแรม 2) ระบุปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเครียดในโรงแรมไทย เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารประเภทงานวิจัย หนังสือ และบทความวิชาการที่เกี่ยวข้องระหว่างปี ค.ศ.1976-2024 จากฐานข้อมูลออนไลน์ จำนวน 20 ฉบับ จากนั้นวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) และสังเคราะห์ประเด็นที่ได้จากข้อมูลทั้งหมดด้วยวิธีการสังเคราะห์เนื้อหา (content synthesis) ผลการศึกษาพบว่าตำแหน่งที่เผชิญความเครียดสูงสุดคือผู้จัดการและหัวหน้างานในแผนกพนักงานต้อนรับ รองลงมาคือพนักงานต้อนรับส่วนหน้าซึ่งต้องรับมือกับความคาดหวังสูงของลูกค้าและภาระงานจำนวนมาก ปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดความเครียด ได้แก่ ความไม่ชัดเจนหรือความขัดแย้งในบทบาท ภาระงานเกิน ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่ตึงเครียด ความไม่มั่นคงในงาน ตลอดจนปัจจัยครอบครัว สำหรับแนวทางการจัดการความเครียดสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ 1) ระดับองค์กร ได้แก่ การปรับปรุงนโยบาย ค่าตอบแทน และสภาพแวดล้อมการทำงาน 2) ระดับบุคคล ได้แก่ การออกกำลังกาย การผ่อนคลาย และการควบคุมอารมณ์ และ 3) ระดับจิตวิทยา ได้แก่ การเสริมสร้างบุคลิกภาพที่มีอำนาจควบคุมภายใน เพื่อช่วยให้พนักงานสามารถเผชิญและจัดการความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-04-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ศวท : ศิลปศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (LAS: Liberal Arts, Science and Technology)
https://li04.tci-thaijo.org/index.php/art-science/article/view/9074
การเข้าถึงสิทธิแรงงานและการคุ้มครองตามหลักสิทธิมนุษยชนของแรงงาน กรณีศึกษาในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น
2026-01-09T15:33:46+07:00
ภูฟ้า เชาวนพุทธิสาร
phufa.c@kkumail.com
นิภาพรรณ เจนสันติกุล
nipajen@kku.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์การเข้าถึงสิทธิแรงงานและสิทธิมนุษยชนรวมไปถึงการคุ้มครองแรงงานนอกระบบในจังหวัดขอนแก่น 2) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคที่แรงงานนอกระบบเผชิญในการเข้าถึงข้อมูลและการคุ้มครองสิทธิแรงงานตามกฎหมายและมาตรฐานสากล 3) เพื่อเสนอแนวทางการส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิแรงงานและการคุ้มครองตามหลักสิทธิมนุษยชนที่เหมาะสมกับบริบทของแรงงานนอกระบบในจังหวัดขอนแก่นเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ รวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลจำนวน 7 คน โดยมีการคัดเลือกแบบเจาะจง ด้วยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างและทำการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) ผู้ให้ข้อมูลมีความเข้าใจและรับรู้สิทธิแรงงานในระดับพื้นฐาน 2) ปัญหาและอุปสรรคในการเข้าถึงข้อมูลและการคุ้มครองสิทธิแรงงานตามกฎหมาย คือ 2.1) ขาดความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับสิทธิแรงงานตามกฎหมาย 2.2) แรงงานนอกระบบส่วนใหญ่ยังไม่เคยขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐหรือองค์กรใด ๆ โดยอาศัยการหาข้อมูลเองจากสื่อสังคมออนไลน์ 2.3) การเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน และ 2.4) ปัญหาการเข้าถึงข้อมูลและการคุ้มครองแรงงานยังมีไม่เพียงพอ 3) แนวทางการส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิแรงงานนอกระบบและการคุ้มครองตามหลักสิทธิมนุษยชน คือ 3.1) รัฐควรมีมาตรการประชาสัมพันธ์ที่ชัดเจนและเข้าถึงง่าย 3.2) ควรกำหนดมาตรฐานค่าแรงที่เหมาะสมและ เป็นธรรม มีสัญญาจ้างงานเป็นลายลักษณ์อักษร และ 3.3) ลดขั้นตอนการร้องเรียน และมีมาตรการเข้มงวดในการเอาผิดกับนายจ้างหรือเจ้าของกิจการที่เอาเปรียบแรงงาน</p>
2026-04-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ศวท : ศิลปศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (LAS: Liberal Arts, Science and Technology)
https://li04.tci-thaijo.org/index.php/art-science/article/view/5224
การพัฒนาปุ๋ยไนโตรเจนปลดปล่อยช้าจากลิกนินที่สกัดจากน้ำดำร่วมกับโซเดียม อัลจิเนต
2025-06-23T11:15:18+07:00
วัชระ ทองเสมอ
faaswrt@ku.ac.th
นุชนาพร พิจารณ์
nuchanaporn.p@ubu.ac.th
สุนทรี แสงจันทร์
faasstp@ku.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาปุ๋ยไนโตรเจนปลดปล่อยช้าโดยประยุกต์ใช้วัสดุชีวภาพและวัสดุเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษ ได้แก่ ลิกนินที่สกัดจากน้ำดำ (black liquor) ร่วมกับโซเดียมอัลจิเนต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยและลดการสูญเสียไนโตรเจนสู่สิ่งแวดล้อม ลิกนินที่สกัดได้ถูกนำมาศึกษาสัณฐานวิทยา องค์ประกอบทางเคมี และโครงสร้างพันธะด้วยเทคนิค SEM, EDS และ FT-IR ตามลำดับ จากนั้นนำมาพัฒนาเป็นวัสดุเคลือบปุ๋ยยูเรียซึ่งมีปริมาณไนโตรเจนร้อยละ 46 โดยเตรียมปุ๋ยใน 3 รูปแบบ ได้แก่ ปุ๋ยที่ไม่ผ่านการเคลือบ ปุ๋ยเคลือบด้วยโซเดียมอัลจิเนต และปุ๋ยเคลือบด้วยสารเชิงประกอบโซเดียมอัลจิเนต/ลิกนิน (อัตราส่วน 1:1) แล้วศึกษาพฤติกรรมและจลนพลศาสตร์ การปลดปล่อยไนโตรเจนด้วยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ 5 รูปแบบ ได้แก่ Zero-order, First-order, Higuchi, Korsmeyer–Peppas และ Hixson–Crowell ผลการศึกษาพบว่าชนิดของวัสดุเคลือบมีผลอย่างมีนัยสำคัญต่ออัตราและกลไกการปลดปล่อยไนโตรเจน โดยปุ๋ยที่เคลือบด้วยสารเชิงประกอบโซเดียมอัลจิเนต/ลิกนินแสดงอัตราการปลดปล่อยไนโตรเจนช้าที่สุด และมีความสอดคล้องกับแบบจำลอง Higuchi มากที่สุด โดยมีค่าคงที่ การปลดปล่อยลดลงจาก 0.211 h<sup>-1/2</sup> ในสูตรที่ไม่เคลือบ เหลือ 0.1064 h<sup>-1/2</sup> ในสูตรที่เคลือบด้วยลิกนิน/อัลจิเนต แสดงให้เห็นว่าวัสดุเคลือบดังกล่าวสามารถชะลอการแพร่ของไนโตรเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยนี้สะท้อนถึงศักยภาพของการใช้วัสดุชีวภาพและของเสียจากอุตสาหกรรมในการพัฒนาปุ๋ยปลดปล่อยช้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพและเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อการเกษตรอย่างยั่งยืน</p>
2026-04-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ศวท : ศิลปศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (LAS: Liberal Arts, Science and Technology)
https://li04.tci-thaijo.org/index.php/art-science/article/view/9638
การศึกษาสมรรถนะของเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดสีย้อมไวแสงที่ใช้สีย้อมจากขมิ้น
2026-02-16T16:13:47+07:00
ทิพย์วรรณ รุ่งสว่าง
faastwr@ku.ac.th
สุชีวัน กรอบทอง
faasscw@ku.ac.th
กฤษฎา โฮ่งสิทธิ์
kritsada354@gmail.com
สุภาพ ชูพันธ์
supab99@gmail.com
สุทธิพจน์ วงศ์ฤกษ์ดี
sutthipoj.s@ku.ac.th
<p>งานวิจัยนี้ศึกษาการพัฒนาเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดสีย้อมไวแสง (Dye-sensitized solar cells; DSSCs) ที่ใช้สีย้อมธรรมชาติสกัดจากผงขมิ้นซึ่งมีสารสำคัญในกลุ่มเคอร์คูมินอยด์เป็นตัวดูดกลืนแสงโดยสกัดด้วยเอทานอลและกวนด้วยเครื่องกวนแม่เหล็กที่ความเร็วรอบ 820 rpm เป็นเวลา 30 นาที อุณหภูมิ 25 °C จากนั้นเตรียมโฟโตอิเล็กโทรดจากผงซิงค์ออกไซด์ (ZnO) เคลือบลงบนกระจกนำไฟฟ้าและย้อมด้วยสารสกัดขมิ้น นำโฟโตอิเล็กโทรดที่ย้อมสีมาประกอบกับเคาน์เตอร์อิเล็กโทรดแพลทินัมเพื่อสร้างเซลล์ DSSCs เมื่อตรวจสอบสมบัติการดูดกลืนแสงของสารละลายขมิ้นด้วยเทคนิคอัลตราไวโอเลต-วิสิเบิล สเปกโตรสโกปี พบพีคการดูดกลืนที่ตำแหน่งความยาวคลื่น 420 nm ซึ่งสอดคล้องกับการเปลี่ยนระดับพลังงานแบบ p®p* ของโครงสร้างคอนจูเกตในโมเลกุลเคอร์คูมิน จากการวิเคราะห์หมู่ฟังก์ชันด้วยเทคนิคฟูเรียร์ทรานส์ฟอร์มอินฟราเรดสเปกโทรสโกปีพบหมู่ไฮดรอกซิลและ คาร์บอนิลซึ่งช่วยเสริมการยึดเกาะของสีย้อมกับพื้นผิว ZnO ผลการทดสอบเซลล์ DSSCs พบว่าความหนาแน่นกระแสลัดวงจรเท่ากับ 1.02 ± 0.22 mA/cm<sup>2</sup> ค่าความต่างศักย์วงจรเปิดเท่ากับ 0.35 ± 0.01 V และประสิทธิภาพการแปลงพลังงานเท่ากับ 0.13 ± 0.04 % แม้ว่าประสิทธิภาพของเซลล์ DSSCs จะอยู่ในระดับต่ำ แต่ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าสีย้อมจากขมิ้นมีศักยภาพในการประยุกต์ใช้เป็นสีย้อมธรรมชาติสำหรับ DSSCs และสามารถพิจารณาเป็นแนวทางในการพัฒนาเซลล์แสงอาทิตย์ต้นทุนต่ำและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้</p>
2026-04-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ศวท : ศิลปศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (LAS: Liberal Arts, Science and Technology)
https://li04.tci-thaijo.org/index.php/art-science/article/view/9893
กิจกรรมการต้านควอรัมเซนซิงของแอคติโนแบคทีเรีย ต่อเชื้อ Serratia marcescens
2026-03-05T14:15:30+07:00
วนิสา จีนหลง
wanisajeenlong01@gmail.com
เอกศิษฏ์ สุพรรณโรจน์
ekkasit.sup@ku.th
พงศ์ระวี นิ่มน้อย
pongrawee.n@ku.th
จินตนาถ วงศ์ชวลิต
jintranart.w@ku.th
อารีย์ อินทร์นวล
aree.i@ku.th
รัชนี มิ่งมา
faasrnm@ku.ac.th
<p class="LAS">ระบบควอรัมเซนซิง (quorum sensing; QS) ของแบคทีเรียเป็นกลไกการสื่อสารระหว่างเซลล์ที่มีบทบาทในการควบคุมกระบวนการทางสรีรวิทยาหลายประการของจุลินทรีย์ รวมถึงการสร้างไบโอฟิล์มและการผลิตปัจจัยก่อความรุนแรง ดังนั้น การยับยั้งระบบควอรัมเซนซิง (quorum sensing inhibition; QSI) จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่กำลังได้รับสนใจเพื่อใช้ในการควบคุมโรคติดเชื้อในแบคทีเรีย การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากิจกรรมการต้านควอรัมเซนซิงของเชื้อแอคติโนแบคทีเรียต่อแบคทีเรีย <em>Serratia marcescens</em> ผลการทดสอบเชื้อแอคติโนแบคทีเรียจำนวน 10 ไอโซเลต พบว่ามีเพียงไอโซเลต PKS22-27 เท่านั้นที่แสดงกิจกรรมการต้านระบบควอรัมเซนซิง โดยสามารถยับยั้งการสร้างรงควัตถุโพรดิจิโอซิน (prodigiosin) ของ <em>S. marcescens</em> ได้ โดยไม่แสดงฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อแบคทีเรีย จากนั้นทำการสกัดสารเมแทบอไลต์ทุติยภูมิของไอโซเลต PKS22-27 จากน้ำเลี้ยงเชื้อปราศจากเซลล์ด้วยตัวทำละลายเอทิลอะซิเตต และประเมินฤทธิ์การต้านควอรัมเซนซิงด้วยวิธี agar well diffusion พบว่าสารสกัดหยาบของไอโซเลต PKS22-27 สามารถยับยั้งการสร้างรงควัตถุได้โดยไม่ยับยั้งการเจริญของเชื้อ ซึ่งยืนยันถึงศักยภาพในการยับยั้งควอรัมเซนซิง การระบุชนิดโดยอาศัยการวิเคราะห์ลำดับเบสบางส่วนของยีน 16S rRNA พบว่าไอโซเลต PKS22-27 จัดอยู่ในสกุล <em>Streptomyces</em> และมีความคล้ายคลึงสูงสุดกับ <em>Streptomyces badius </em>JCM4350<sup>T</sup> (99.14 เปอร์เซ็นต์) ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า <em>Streptomyces</em> sp. PKS22-27 เป็นแหล่งของสารที่มีฤทธิ์ต้านควอรัมเซนซิง การยับยั้งการสร้างรงควัตถุโพรดิจิโอซินซึ่งเป็นลักษณะที่ถูกควบคุมโดยระบบควอรัมเซนซิง บ่งชี้ถึงผลกระทบที่อาจส่งผลต่อการสร้างชั้นไบโอฟิล์ม ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการทดสอบการสร้างไบโอฟิล์มเพิ่มเติม เพื่อยืนยันกลไกการออกฤทธิ์ต่อไป</p>
2026-04-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ศวท : ศิลปศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (LAS: Liberal Arts, Science and Technology)
https://li04.tci-thaijo.org/index.php/art-science/article/view/10055
Relationship between magic fractions and decimals based on Lucas and Fibonacci numbers
2026-03-20T09:38:00+07:00
ธนิษฐา โกวรรณ์
thanittha.ko@ku.th
พิมพ์กมล บัวทอง
Pimkamoon.b@ku.th
ศุภสิทธิ์ ประทีปจิตต์
Suphachit.p@ku.th
<p>This research aims to study the relationship between fractions and decimals based on Lucas and Fibonacci sequences by considering the decimal values of fractions with digit numbers in the Lucas and Fibonacci sequences. We analyze the pattern of repeated decimals and their special properties. The results show the mathematical relationship and pattern between Lucas and Fibonacci sequences in the occurrence of the decimals. We give the exact number of Fibonacci numbers in decimal forms of remarkable fractions studied by James Smoak (2003). Our theorems may be applied in numerical analysis such as approximations and errors.</p>
2026-04-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ศวท : ศิลปศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (LAS: Liberal Arts, Science and Technology)