วารสารการเกษตรราชภัฏ https://li04.tci-thaijo.org/index.php/kjna วารสารการเกษตรราชภัฏ th-TH วารสารการเกษตรราชภัฏ 1686-5103 การพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวโอ๊ตบาร์เสริมโปรตีนถั่วเหลืองพลังงานต่ำ https://li04.tci-thaijo.org/index.php/kjna/article/view/12013 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวโอ๊ตบาร์เสริมโปรตีนถั่วเหลืองแคลอรี่ต่ำ โดยการใช้ไซรัปหญ้าหวานทดแทนน้ำตาล อัตราส่วน ร้อยละ 0 30 50 และ 70 ในผลิตภัณฑ์ ผลการทดลองพบว่า คะแนนการยอมรับด้าน สี กลิ่น และรสชาติ ของผลิตภัณฑ์สูตรทดแทนไม่มีความแตกต่างกัน (p&gt;0.05) โดยผลิตภัณฑ์<br>สูตรที่ 3 (ร้อยละ 50) มีค่าคะแนนความชอบโดยรวมสูงที่สุด ผลการวิเคราะห์ค่าสี พบว่า ค่า L* ของผลิตภัณฑ์<br>ทั้ง 4 สูตร ไม่มีความแตกต่างกัน ค่า a* และ ค่า b* ของผลิตภัณฑ์สูตรที่ 3 (ร้อยละ 50) มีแนวโน้มสูงขึ้น &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;โดยผลิตภัณฑ์สูตรที่ 3 มีค่าความชื้น และปริมาณน้ำอิสระสูงที่สุด เท่ากับ ร้อยละ 2.92 และ 0.32 ตามลำดับ &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผลการศึกษาอัตราส่วนที่เหมาะสมในการเสริมโปรตีนถั่วเหลืองของผลิตภัณฑ์ข้าวโอ๊ตบาร์ ร้อยละ 0 (ควบคุม) 10 &nbsp;15 20 และ 30 พบว่า สูตรเสริมโปรตีนถั่วเหลือง สูตรที่ 2 (ร้อยละ 10) มีค่าการยอมรับทางด้านประสาทสัมผัส ด้าน สี เนื้อสัมผัส และความชอบโดยรวม มีค่าคะแนนสูงที่สุด เท่ากับ 7.26 7.03 และ 7.31 ตามลำดับ เมื่อเพิ่มปริมาณโปรตีนถั่วเหลืองสูงขึ้นจะส่งผลให้ค่าความสว่าง (L*) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น มีค่าเท่ากับ 32.91-45.96 และค่าความเป็นสีแดง และความเป็นสีเหลือง ของทุกสิ่งทดลองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน ปริมาณค่าความชื้นสูตรที่ 2 (ร้อยละ 10) มีค่าต่ำที่สุด เท่ากับ ร้อยละ 2.35 และมีปริมาณน้ำอิสระต่ำที่สุด เท่ากับ 0.27 เมื่อเพิ่มปริมาณโปรตีนถั่วเหลืองมากขึ้นจะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มีแนวโน้มของค่าความแข็งลดลง โดยสูตรที่ 2 (ร้อยละ 10) มีค่าความแข็ง ค่าการยึดเกาะ และค่าทนต่อการเคี้ยวสูงที่สุด เท่ากับ 528.51 นิวตัน, 9.04 และ 325.90 นิวตัน ตามลำดับ ผลิตภัณฑ์ข้าวโอ๊ตบาร์ทดแทนไซรัปหญ้าหวานเสริมโปรตีนถั่วเหลือง ร้อยละ 10 มีปริมาณโปรตีน ไขมัน เถ้า &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ใยอาหาร สูง มีค่าเท่ากับ ร้อยละ 21.81, 1.24, 2.51 และ 8.30 ตามลำดับ ซึ่งมีค่าสูงกว่าสูตรควบคุม รวมทั้งให้พลังงานต่ำกว่าสูตรควบคุมด้วย (p≤0.05)</p> นิตยา ภูงาม ชนกันต์ บานชื่น ดุจดาว แสนกล้า ณัฏวลิณคล เศรษฐปราโมทย์ อาทิตยา ดวงสุพรรณ์ และวรณิสร์ เมืองมาหล้า ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการเกษตรราชภัฏ 2026-06-29 2026-06-29 25 1 1 1 การพัฒนาเค้กช็อกโกแลตหน้านิ่มสูตรลดน้ำตาลโดยใช้อินทผลัมทดแทนซูโครส https://li04.tci-thaijo.org/index.php/kjna/article/view/12015 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเค้กช็อกโกแลตหน้านิ่มสูตรลดน้ำตาล โดยใช้อินทผลัมทดแทนปริมาณน้ำตาลที่ความเข้มข้นต่างกัน ได้แก่ ร้อยละ 0 (สูตรควบคุม) 15 25 35 และ 45 ของปริมาณน้ำตาลในสูตร และศึกษาคุณภาพทางกายภาพ เคมี และประเมินคุณภาพประสาทสัมผัส ผลการศึกษาพบว่า คุณลักษณะทางกายภาพและเคมีของผลิตภัณฑ์มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p≤0.05) โดยปริมาณน้ำอิสระมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อปริมาณอินทผลัมเพิ่มขึ้น ปริมาณน้ำอิสระ มีค่าระหว่าง 0.61 – 0.71 ขณะที่ค่าความแน่นเนื้อของผลิตภัณฑ์<br>มีแนวโน้มลดลง โดยมีค่าระหว่าง 5.29 – 7.85 นิวตัน แสดงถึงเนื้อสัมผัสที่นุ่มขึ้น ค่าสีของผลิตภัณฑ์ของสูตรที่ใช้อินทผลัมร้อยละ 35 มีความสว่าง (<em>L*</em>) มากที่สุด เท่ากับ 16.97 ซึ่งสูตรควบคุมมีค่าสีแดง (<em>a*</em>) และค่าสีเหลือง (<em>b*</em>) สูงสุด เท่ากับ 1.20 และ 0.55 ตามลำดับ ค่าสีของผลิตภัณฑ์มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงตามระดับการทดแทนอินทผลัม ผลการประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัสแบบทดสอบความชอบ 9-point hedonic scale โดยใช้<br>ผู้ทดสอบจำนวน 50 คน พบว่า เค้กช็อกโกแลตหน้านิ่มทุกสูตรมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p≤0.05) โดยสูตรที่ใช้อินทผลัม ร้อยละ 45 เป็นสูตรที่ได้รับการยอมรับจากผู้ทดสอบสูงสุด โดยมีคะแนนความชอบอยู่ในระดับ ชอบเล็กน้อย โดยคุณลักษณะด้านความชอบโดยรวม มีคะแนนเท่ากับ 6.04 ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าอินทผลัมมีศักยภาพในการใช้เป็นสารทดแทนซูโครสในผลิตภัณฑ์เบเกอรี่สูตรลดน้ำตาล โดยสามารถ<br>ลดปริมาณน้ำตาลได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพผลิตภัณฑ์และการยอมรับของผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญ</p> กาญจนา สาธุพันธ์ กรกนก จันทร์เขียว กิตธวัช บุญทวี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการเกษตรราชภัฏ 2026-06-29 2026-06-29 25 1 17 17 การประเมินคุณภาพทางเคมีกายภาพและจุลชีววิทยาของพริกน้ำส้มและพริกป่นที่จำหน่ายในร้านอาหาร ตำบลแสนสุข จังหวัดชลบุรี https://li04.tci-thaijo.org/index.php/kjna/article/view/12018 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพทางเคมีกายภาพ และจุลชีววิทยาของพริกน้ำส้มและ<br>พริกป่นที่จำหน่ายในร้านอาหาร ตำบลแสนสุข จังหวัดชลบุรี โดยพริกน้ำส้มตรวจสิ่งปนเปื้อนทางกายภาพ กรดแร่อิสระ และปริมาณกรดน้ำส้ม พริกป่นตรวจสิ่งปนเปื้อนทางกายภาพ โคลิฟอร์มแบคทีเรีย อีโคไลและเชื้อรา เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) โดยเก็บตัวอย่างจากร้านจำหน่ายอาหาร จำนวน 30 ร้าน ครอบคลุมพื้นที่ชุมชนรอบมหาวิทยาลัยบูรพา ตลาดนัดนักท่องเที่ยว(ปาร์คอิน) และตลาดหนองมน โดยใช้สถิติเชิงพรรณนาในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการศึกษาพบว่า ร้านจำหน่ายอาหารมีลักษณะเป็นแผงลอย และร้านอาหารมีอาคารคิดเป็นร้อยละ 56.7 และ 43.3 ตามลำดับ โดยนิยมใช้เครื่องปรุงสำเร็จรูปมากกว่าแบบผลิตเอง คุณภาพพริกน้ำส้มพบว่า ไม่พบสิ่งปนเปื้อนทางกายภาพ ไม่พบกรดแร่อิสระ แต่พบปริมาณกรดน้ำส้มไม่อยู่ในเกณฑ์กำหนดร้อยละ 26.7 คุณภาพพริกป่นพบว่า ไม่ผ่านเกณฑ์ทางกายภาพได้แก่ สี การจับตัวเป็นก้อน และมีกลิ่นหืนร้อยละ 16.7 พริกป่นพบเชื้อโคลิฟอร์มเกินมาตรฐานร้อยละ 16.7 และพบเชื้อราเกินมาตรฐานร้อยละ 56.7 โดยการปนเปื้อนของเชื้อราโดยเฉลี่ยของพริกป่นแบบสำเร็จรูปและแบบตักแบ่งเท่ากับ 3,500 และ 30,000 โคโลนี/กรัม ตามลำดับ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าเครื่องปรุงรสที่ใช้ในร้านจำหน่ายอาหารบางส่วนยังมีปัญหาด้านคุณภาพและความปลอดภัย โดยเฉพาะการปนเปื้อนของเชื้อราในพริกป่น ดังนั้นจึงควรมีการพัฒนามาตรฐานการผลิต การเก็บรักษา และการจัดการสุขลักษณะของเครื่องปรุงรส เพื่อยกระดับความปลอดภัยอาหารและคุ้มครองสุขภาพของผู้บริโภค</p> ปิยวรรณ โพธิ์รุ่ง มัลลิกา วิทเวช รพีภัทร นุชนาบี รจฤดี โชติกาวินทร์ ภารดี อาษา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการเกษตรราชภัฏ 2026-06-29 2026-06-29 25 1 28 28 ลักษณะทางสรีรวิทยา การเจริญเติบโต และผลผลิตของมันเทศ ต่อปุ๋ยไนโตรเจนในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ https://li04.tci-thaijo.org/index.php/kjna/article/view/12021 <p>มันเทศ (<em>Ipomoea batatas</em> L.) เป็นพืชหัวที่มีคาร์โบไฮเดรตให้พลังงานสูงและอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ปัญหาด้านผลผลิตที่สำคัญประการหนึ่งคือความอุดมสมบูรณ์ของดิน อันเนื่องมาจากการขาดธาตุไนโตรเจน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการตอบสนองการเจริญเติบโตและผลผลิตของมันเทศต่อปุ๋ยไนโตรเจนในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ภายในบล็อกมี 3 กรรมวิธี ประกอบด้วย 1) อัตราปุ๋ยไนโตรเจนตามคำแนะนำกรมวิชาการเกษตร (ปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 15 กิโลกรัมต่อไร่) 2) ปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ และ 3) ปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 32 กิโลกรัมต่อไร่ ผลการศึกษาพบว่าอุณหภูมิสะสม (growing degree days; GDD:˚Cd) ของมันเทศอยู่ในช่วง 1,055.1-1,106.8 ˚Cd รูปแบบ<br>การเจริญเติบโตของมันเทศ พบว่าการเจริญเติบโตทางลำต้นเป็นแบบ sigmoid curve คือมีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกันกับระยะเวลา การใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในอัตราที่แตกต่างกันทำให้ดินหลังปลูกมีความเป็นกรด-ด่าง (pH) อยู่ระหว่าง 7.1-7.2 ปริมาณอินทรียวัตถุ 1.20-1.67 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ และโพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ในดินหลังปลูกสูงกว่าดินก่อนปลูก และอัตราปุ๋ยไนโตรเจนที่แตกต่างกันส่งผลให้การเจริญเติบโตและผลผลิตของมันเทศแตกต่างกันทางสถิติ อย่างไรก็ตาม การให้อัตราปุ๋ยไนโตรเจน 20 กิโลกรัมต่อไร่ ให้พื้นที่ใบสูงสุด (39.28 ตารางเซนติเมตร) ผลผลิตหัวสดสูงสุด (12.30 กิโลกรัมต่อกระถาง) และเปอร์เซ็นต์แป้งสูงสุดที่ 41.67 เปอร์เซ็นต์</p> ภัทร์ลดา สุธรรมวงศ์ เพชฎา พุทสาเดช รัตนาภรณ์ สีมาพล อรยา ชะโปรัมย์ สุพัตรา คำเรียง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการเกษตรราชภัฏ 2026-06-29 2026-06-29 25 1 40 40 การประยุกต์ใช้วิธีการแบบ API เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน บนฐานการอนุรักษ์ป่า https://li04.tci-thaijo.org/index.php/kjna/article/view/12022 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอและประยุกต์ใช้วิธีการแบบ API (area-product-issue) &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ในฐานะเครื่องมือส่งเสริมการเกษตรเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืนบนฐานการอนุรักษ์ป่า โดยใช้&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาจากงานวิจัยเรื่องกลยุทธ์การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืนบนฐานการอนุรักษ์ป่า กรณีศึกษาวิสาหกิจชุมชนวนเกษตรป่าต้นน้ำแม่ลาว จังหวัดเชียงราย เป็นฐานในการสังเคราะห์กรอบแนวคิดเชิงระบบ การศึกษานี้ใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) ผสมผสานกับวิธีวิจัยแบบผสม โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่างสมาชิกวิสาหกิจชุมชนจำนวน 110 ครัวเรือน ร่วมกับการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลหลัก 20 คนและการประชุมกลุ่มย่อย ผลการศึกษาเชิงประจักษ์พบว่า พื้นที่มีศักยภาพ<br>ด้านทรัพยากรธรรมชาติที่เหมาะสมต่อการพัฒนาเกษตรแบบวนเกษตรในเขตป่าดิบเขาและป่าต้นน้ำชั้น 1A โดยมีผลผลิตป่าและผลผลิตทางการเกษตรหลัก ได้แก่ กาแฟอาราบิก้า ชาอัสสัม และน้ำผึ้งป่า ซึ่งพึ่งพิงฐานทรัพยากรพืชอาหารของผึ้งป่าที่ออกดอกหมุนเวียนในพื้นที่รวมกว่า 80 ชนิด อย่างไรก็ตามผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไป<br>พบช่องว่างเชิงโครงสร้างเนื่องจากเกษตรกรร้อยละ 73.64 เป็นผู้สูงอายุ และร้อยละ 62.73 มีรายได้เฉลี่ยระดับต่ำ (5,001-10,000 บาท/เดือน) ทั้งยังเผชิญข้อจำกัดด้านการเสื่อมโทรมของป่า วิกฤตความเสี่ยงจากไฟป่าในหน้าแล้ง และช่องว่างในการเข้าถึงตลาดเพื่อยกระดับผลผลิตสู่ ผลิตภัณฑ์ชุมชนมูลค่าสูงที่มีการสร้างตราสินค้า<br>การประยุกต์ใช้วิธีการแบบ API แสดงให้เห็นว่าสามารถบูรณาการศักยภาพของพื้นที่ (Area) การพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าของผลิตภัณฑ์ (Product) และการจัดการปัญหาเชิงนโยบายและสิ่งแวดล้อม (Issue) ได้อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้เกิดแนวทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพการส่งเสริมการเกษตร ทั้งยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ที่มีบริบทคล้ายคลึงกันได้</p> สุภาชัย เตชนันต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการเกษตรราชภัฏ 2026-06-29 2026-06-29 25 1 52 52 เปรียบเทียบค่าชีวเคมีเลือดและโลหิตวิทยาของควายน้ำว้าในสภาพการเลี้ยงปล่อยแทะเล็มและกึ่งขังกึ่งปล่อยในคอก https://li04.tci-thaijo.org/index.php/kjna/article/view/12023 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาค่าชีวเคมีเลือดและโลหิตวิทยาของควายน้ำว้า และเปรียบเทียบค่าดังกล่าวระหว่างกลุ่มควายในสภาพการเลี้ยงปล่อยป่าบนภูเขาสูง (free range; n=21) และในสภาพการเลี้ยงแบบกึ่งขังกึ่งปล่อยของฟาร์มสถานีอนุรักษ์พันธุ์ (semi-free range; n=17) ทำการเก็บตัวอย่างเลือดโดยเจาะดูดจากเส้นเลือดดำใหญ่ข้างลำคอช่วงเช้าก่อนให้อาหาร นำตัวอย่างเลือดมาตรวจวิเคราะห์ค่าชีวเคมีและโลหิตวิทยาด้วยเครื่องวิเคราะห์อัตโนมัติ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วยการทดสอบแบบทีในกรณีสองกลุ่มตัวอย่างเป็นอิสระกันและมีวาเรียนซ์ไม่เท่ากัน จากการศึกษา พบว่าควายน้ำว้าในสภาพการเลี้ยงกึ่งขังกึ่งปล่อยมีค่าน้ำตาลในเลือดและครีเอตินินสูงกว่าในสภาพการเลี้ยงปล่อยป่าอย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติ (p&lt;0.01) ซึ่งค่าดังกล่าวอยู่ในระดับปกติของควายทั่วไป บ่งชี้ว่าควายน้ำว้าในสภาพการเลี้ยงกึ่งขังกึ่งปล่อยได้รับอาหารมากกว่า ค่าเอนไซม์ SGOT และเอนไซม์ ALT ของควายในสภาพการเลี้ยงปล่อยป่ามีค่าสูงกว่าสภาพการเลี้ยงกึ่งขังกึ่งปล่อยอย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติ (p&lt;0.01) และค่าดังกล่าวค่อนข้างสูงกว่าค่าอ้างอิง จึงบ่งชี้ว่าอาจเกิดสภาวะการอักเสบของตับ ไต และกล้ามเนื้อ หรืออาจเกิดสภาวะการติดเชื้อพยาธิ ค่า BUN ของควายในสภาพการเลี้ยงทั้งสองพบว่าไม่แตกต่างกันทางสถิติ (p&gt;0.05) แต่ต่ำกว่าค่าอ้างอิง จึงใช้บ่งชี้ว่าควายได้รับโปรตีนจากอาหารไม่เพียงพอ ส่วนค่าความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด พบว่าทั้งสองกลุ่มสภาพการเลี้ยงมีค่าไม่แตกต่างกัน โดยควายในสภาพการเลี้ยงกึ่งขังกึ่งปล่อยมีจำนวนเกล็ดเลือดสูงกว่า แต่มี eosinophils ต่ำกว่าสภาพการเลี้ยงปล่อยป่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) บ่งชี้ว่าควายน้ำว้าในสภาพการเลี้ยงปล่อยป่าน่าจะเกิดการติดเชื้อพยาธิ ซึ่งต้องทำการตรวจวินิจฉัยหาพยาธิเพื่อกำหนดแนวทางการป้องกันรักษาต่อไป</p> กฤษณธร สินตะละ วุฒิไกร บุญคุ้ม มนต์ชัย ดวงจินดา วุฒิชัย เคนไชยวงศ์ เกชา คูหา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการเกษตรราชภัฏ 2026-06-29 2026-06-29 25 1 66 66 An Assessment of the Feasibility and Impacts of Optimized Alternate Wetting and Drying (AWD) Systems in Various Thai Rice Cultivars https://li04.tci-thaijo.org/index.php/kjna/article/view/12024 <p>By assessing water-use efficiency in the face of increasing environmental uncertainties, this study addressed an essential requirement for climate adaptation in rice production. In two different seasons, we examined the physiological reactions of four Thai rice cultivars (RD61, RD97, RD111, and PTT1) under four different irrigation regimes: continuously flooding (CF), conventional AWD (cAWD), intensive AWD (iAWD), and drought condition (D). The results demonstrated that cAWD maintained grain yields and physiological integrity comparable to CF, with yield potential reaching 1.1 ton in the wet season. Conversely, iAWD and drought treatments induced severe metabolic strain, particularly in the dry season, where high VPD<sub>leaf</sub> and lower humidity suppressed quantum yield of photosystem II (Φ<sub>PSII</sub>) which decreased to 0.228–0.477, and electron transport rate (ETR) which decreased to 146–276 μmol m<sup>−2</sup> s<sup>−1</sup>. Furthermore, restricted stomatal conductance (g<sub>sw</sub>) under iAWD and drought treatments led to elevated leaf temperatures (T<sub>leaf</sub>) and increased chlorophyll fluorescence (F<sub>s</sub>). These comparisons highlight that while cAWD is a robust strategy, exceeding the -15 cm threshold poses significant risks to productivity. Seasonal dynamics significantly influenced genotypic responses to water management. During the wet season, characterized by higher rainfall and more frequent rainy days, RD61, RD97, and PTT1 demonstrated high adaptability under iAWD, maintaining grain yields comparable to the CF. Conversely, in the dry season under reduced rainfall and fewer rainy days, only RD61 managed with iAWD exhibited physiological resilience, sustaining a grain yield that did not statistically differ from CF. Therefore, the successful adaptation of alternative irrigation technique requires integrating precise hydrological thresholds with cultivar-specific resilience and real-time climate data to ensure food security within the Water-Energy-Food Nexus.</p> Bittawat Wichaidist Duangporn Vithoonjit ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการเกษตรราชภัฏ 2026-06-29 2026-06-29 25 1 76 76