วารสารการเกษตรราชภัฏ https://li04.tci-thaijo.org/index.php/kjna วารสารการเกษตรราชภัฏ th-TH rajeditor@ubru.ac.th (รองศาสตราจารย์ ดร.เกชา คูหา) narudon.m@ubru.ac.th (นฤดล มุงคุณดา) Tue, 30 Dec 2025 12:51:41 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การพัฒนาม็อกเทลสมุนไพรเสริมใบหูเสือ https://li04.tci-thaijo.org/index.php/kjna/article/view/4707 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสูตรที่เหมาะสมในการผลิตม็อกเทลสมุนไพรเสริมใบหูเสือที่ความเข้มข้นต่างกัน 4 ระดับ ร้อยละ 0 (สูตรควบคุม), 8, 10 และ 12 (เทียบกับน้ำหนักชุดควบคุม) และทำการวิเคราะห์คุณภาพทางกายภาพ และเคมีม็อกเทลสมุนไพรเสริมใบหูเสือจากส่วนผสมทั้งหมด ผลการทดลองพบว่า คุณลักษณะทางกายภาพของม็อกเทลสมุนไพรเสริมใบหูเสือมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p≤0.05) โดยค่าสีของม็อกเทลที่มีส่วนผสมของใบหูเสือ ร้อยละ 12 มีความสว่าง (L*) มากที่สุด เท่ากับ 31.32 ค่าสีแดง (a*) สูตรที่มีสัดส่วนของใบหูเสือร้อยละ 0 (สูตรควบคุม) มีค่าสูงสุด เท่ากับ 23.62 และค่าสีเหลือง (b*) สูตรที่มีสัดส่วนของใบหูเสือร้อยละ 12 มีค่าสูงสุดเท่ากับ 45.36 ผลการวิเคราะห์ทางเคมีของม็อกเทลสมุนไพรเสริมใบหูเสือไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&gt;0.05) โดยค่าพีเอช ระหว่าง 3.62 - 3.70 ค่าของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมด อยู่ในช่วงระหว่าง 20.69 - 20.83 องศาบริกซ์ ผลการประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัส พบว่า ม็อกเทลเสริมสมุนไพรทุกตัวอย่างมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p≤0.05) ผู้ประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัสยอมรับม็อกเทลที่เสริมใบหูเสือร้อยละ 8 มากที่สุด มีคะแนนความชอบรวมอยู่ในช่วงชอบถึงชอบมาก โดยค่าเฉลี่ยคะแนนความชอบของคุณลักษณะดังกล่าวมีค่าดังนี้ ค่าสี เท่ากับ 7.97 กลิ่น เท่ากับ 7.16 รสชาติ เท่ากับ 7.44 และความชอบโดยรวม เท่ากับ 7.90</p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong><strong> </strong>ใบหูเสือ ม็อกเทล ม็อกเทลสมุนไพร</p> กิตธวัช บุญทวี, วรากร จันทร์ส่อง , ปัญญา คำอาจ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการเกษตรราชภัฏ https://li04.tci-thaijo.org/index.php/kjna/article/view/4707 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลกระทบของบริการส่งเสริมการเกษตรและสายพันธุ์ยางพาราที่ปรับปรุงใหม่ต่อรายได้ของเกษตรกรในประเทศไทย https://li04.tci-thaijo.org/index.php/kjna/article/view/5001 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบผลกระทบของบริการส่งเสริมการเกษตรและการใช้ประโยชน์จากพันธุ์ยางพาราที่ปรับปรุงแล้วต่อรายได้ของเกษตรกรในประเทศไทย การศึกษานี้กล่าวถึงปัญหาผลผลิตทางการเกษตรที่ต่ำและความไม่มั่นคงของรายได้ในหมู่เกษตรกรผู้ปลูกยางพารา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากบริการสนับสนุนที่ไม่สอดคล้องกันและประสิทธิภาพที่แตกต่างกันของยางพาราพันธุ์ต่าง ๆ ความสำคัญของการศึกษานี้อยู่ที่ศักยภาพในการให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับกลไกการสนับสนุนทางการเกษตรที่มีประสิทธิภาพและการเลือกพันธุ์ยางพาราที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มผลผลิตและรายได้ การวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามแบบสํารวจเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา 200 รายจาก 4 ภูมิภาคของประเทศไทย ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ การวิเคราะห์การถดถอย และ ANOVA เพื่อกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างบริการสนับสนุนทางการเกษตรและพันธุ์ยางพาราที่ได้รับการปรับปรุง และรายได้ของเกษตรกร ผลการวิจัยบ่งชี้ว่าบริการสนับสนุนการเกษตร การเข้าถึงทรัพยากรและความช่วยเหลือทางการเงิน มีอิทธิพลในเชิงบวกต่อรายได้ของเกษตรกร นอกจากนี้ พันธุ์ยางพาราที่ได้รับการปรับปรุง เช่น RRIM 600 และ RRIT 251 ยังถูกระบุว่ามีส่วนสำคัญในการสร้างรายได้ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคที่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ผลการวิจัยเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าบริการสนับสนุนการเกษตรที่ตรงเป้าหมายและการนําพันธุ์ยางพารามาใช้ที่เหมาะสมสามารถเพิ่มผลผลิตและความมั่นคงทางการเงินให้กับเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราในประเทศไทย</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong><strong> </strong>บริการส่งเสริมการเกษตร พันธุ์ยางพาราปรับปรุง รายได้ของเกษตรกร เกษตรกรรมอย่างยั่งยืน ประเทศไทย</p> สัญญา นาวงค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการเกษตรราชภัฏ https://li04.tci-thaijo.org/index.php/kjna/article/view/5001 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 บทบาทของเกษตรกรในการจัดการพื้นที่ป่าผ่าน การปลูกกาแฟแบบยั่งยืนในระบบวนเกษตร https://li04.tci-thaijo.org/index.php/kjna/article/view/5546 <p>งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาบทบาทของเกษตรกรในการจัดการพื้นที่ป่าผ่านการปลูกกาแฟแบบยั่งยืนในระบบวนเกษตร โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงเอกสาร (documentary research) เป็นหลัก รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารทั้งปฐมภูมิและทุติยภูมิ อาทิ กฎหมาย บทความวิชาการ รายงานจากหน่วยงาน และวิทยานิพนธ์ โดยผ่านกระบวนการคัดเลือกเอกสารตามเกณฑ์ของ จอห์น สก็อตต์ เพื่อประเมินความน่าเชื่อถือและความแท้จริงของข้อมูล แบ่งเป็น 1) วรรณกรรมภาษาไทย จำนวน 14 ฉบับ และ 2) วรรณกรรมภาษาต่างประเทศ จำนวน 11 ฉบับ จากผลการวิจัยเชิงเอกสารพบว่า การปลูกกาแฟในระบบวนเกษตรมีบทบาทสำคัญต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และเสริมสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้แก่เกษตรกร โดยเฉพาะกาแฟสายพันธุ์อาราบิก้าบนพื้นที่สูงของภาคเหนือที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และพบว่าเกษตรกรมีบทบาททั้งในด้านเศรษฐกิจ เช่น การเพิ่มมูลค่าและการรับรองมาตรฐาน ด้านสังคม เช่น การรวมกลุ่มและการจัดการร่วมกัน และด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้เทคนิคเกษตรเชิงอนุรักษ์และการฟื้นฟูดินน้ำ จากกรณีศึกษาบ้านแม่หาง จังหวัดเชียงราย แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการฟื้นฟูป่าผ่านการปลูกกาแฟอย่างยั่งยืน งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่ากาแฟที่ปลูกในระบบวนเกษตรสามารถเป็นแนวทางที่สมดุลระหว่างการอนุรักษ์ป่าและพัฒนาชุมชนอย่างแท้จริง</p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> วนเกษตร บทบาทของเกษตรกร การปลูกกาแฟแบบยั่งยืน</p> สุภาชัย เตชนันต์, วิกรม บุญนุ่น ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการเกษตรราชภัฏ https://li04.tci-thaijo.org/index.php/kjna/article/view/5546 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาความเข้มข้นของฮอร์โมนสังเคราะห์ Buserelin acetate ที่เหมาะสม ต่อการเพาะพันธุ์และพัฒนาการของคัพภะปลาซิวหางแดงวัยอ่อน https://li04.tci-thaijo.org/index.php/kjna/article/view/7449 <p>การศึกษาการเพาะพันธุ์ปลาซิวหางแดง <em>Rasbora borapetensis</em> Smith, 1934 ได้ดำเนินการทดลอง ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดอุบลราชธานี ในระหว่างเดือนตุลาคม 2564 ถึงกันยายน 2565 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเข้มข้นของฮอร์โมนสังเคราะห์ Buserelin acetate (Bus) ที่เหมาะสมต่อการเพาะพันธุ์และพัฒนาการของคัพภะของปลาซิวหางแดงวัยอ่อน โดยการฉีดกระตุ้นฮอร์โมนให้แม่พันธุ์ปลาซิวหางแดงที่มีน้ำหนักเฉลี่ย 2.53±0.15 กรัม และมีความยาวเฉลี่ย 6.39±0.45 เซนติเมตร วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ แบ่งการทดลองออกเป็น 4 กลุ่มการทดลอง ๆ ละ 3 ซ้ำ โดยฉีดฮอร์โมนกระตุ้นการวางไข่ของแม่พันธุ์ปลาที่ระดับความเข้มข้นของ Bus ต่างกัน คือ 0, 10, 20 และ 30 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ร่วมกับ Domperidone (Dom) 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม พ่อพันธุ์ปลาซิวหางแดงมีน้ำหนักเฉลี่ย 1.44±1.78 กรัมมีความยาวเฉลี่ย 5.20±0.45 เซนติเมตร พ่อพันธุ์ในทุกชุดการทดลองฉีดด้วย Bus ความเข้มข้นที่ระดับ 10 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ร่วมกับ Dom 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม พบว่าการฉีดกระตุ้นด้วยฮอร์โมน Bus มีผลต่อการตกไข่ จำนวนไข่ อัตราการปฏิสนธิ และอัตราการฟัก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับการฉีดน้ำกลั่น (p&lt;0.05) อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างของระดับ Bus ที่ใช้ฉีดแม่พันธุ์ไม่ส่งผลต่ออัตราการรอดตายของลูกปลาอย่างมีนัยสำคัญ (p&gt;0.05) การพัฒนาของคัพภะจนกระทั่งฟักเป็นตัวใช้เวลาเฉลี่ย 16 ชั่วโมง 55 นาที ที่อุณหภูมิน้ำ 27.0–30.0 °C ผลการทดลองสรุปได้ว่า การใช้ Bus ที่ความเข้มข้น 10 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัมร่วมกับ Dom 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม เป็นระดับที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการกระตุ้นแม่พันธุ์ปลาซิวหางแดง </p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong><strong> </strong>ปลาซิวหางแดง การเพาะพันธุ์ ฮอร์โมนสังเคราะห์ (Bus) การพัฒนาของคัพภะ</p> สุชิน มิ่งไชย, ธีระชัย พงศ์จรรยากุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการเกษตรราชภัฏ https://li04.tci-thaijo.org/index.php/kjna/article/view/7449 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของการเสริมสารสกัดหยาบเปลือกมะม่วงในอาหารต่อการเจริญเติบโต และอัตราการรอดของปลาตะเพียนขาว https://li04.tci-thaijo.org/index.php/kjna/article/view/8057 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของการเสริมสารสกัดหยาบจากเปลือกมะม่วง (<em>Mangifera indica</em> L.) ในอาหารเม็ดสำเร็จรูปที่มีระดับโปรตีน 32% ต่อการเจริญเติบโต ประสิทธิภาพการใช้อาหาร และอัตราการรอดของปลาตะเพียนขาว (<em>Barbonymus gonionotus</em>) การทดลองวางแผนแบบสุ่มสมบูรณ์ (Completely Randomized Design; CRD) ประกอบด้วย 4 ชุดการทดลอง ได้แก่ การเสริมสารสกัดหยาบจากเปลือกมะม่วงในอาหารที่ระดับ 0, 4, 8 และ 12% แต่ละชุดมี 3 ซ้ำ เลี้ยงปลาในตู้กระจกปริมาตรน้ำ 70 ลิตร อัตราการปล่อย 10 ตัวต่อตู้ โดยใช้ปลาที่มีน้ำหนักเฉลี่ยเริ่มต้น 4.50 ± 0.02 กรัม และความยาวเฉลี่ยเริ่มต้น 7.40 ± 0.13 เซนติเมตร ระยะเวลาการทดลอง 4 สัปดาห์ พบว่า ค่าเพิ่มน้ำหนัก ความยาวเฉลี่ย อัตราการเจริญเติบโตจำเพาะ และอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อของปลาตะเพียนขาวในทุกชุดการทดลองไม่แตกต่างกันทางสถิติ (<em>P</em>&gt; 0.05) อย่างไรก็ตาม ปลาที่ได้รับอาหารเสริมสารสกัดหยาบจากเปลือกมะม่วงในระดับ 12% มีแนวโน้มให้อัตราการรอดสูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับชุดควบคุม จากผลการศึกษานี้สรุปได้ว่า การเสริมสารสกัดหยาบเปลือกมะม่วงในอาหารเม็ดสำเร็จรูปสามารถใช้ได้ถึงระดับ 12% โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของปลาตะเพียนขาว และอาจช่วยเพิ่มอัตราการรอดของปลาได้อีกด้วย</p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong><strong> </strong>ปลาตะเพียนขาว สารสกัดหยาบเปลือกมะม่วง การเจริญเติบโต อัตราการรอด</p> กิตติศํกดิ์ ผุยชา; เสกสรร ชินวัง , สังวาล สมบูรณ์ , สุจิตรา สืบนุการณ์ , วิรญา ครองยุติ, นงลักษณ์ พยัคฆศิรินาวิน , ประภัสสร สมบัติศรี , กิตติ วิรุณพันธุ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการเกษตรราชภัฏ https://li04.tci-thaijo.org/index.php/kjna/article/view/8057 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 Vanilla Production System and Agricultural Extension Needs of Farmers in Bali, Indonesia https://li04.tci-thaijo.org/index.php/kjna/article/view/7749 <p>Vanilla production in Indonesia has consistently fluctuated, with a downward trend in recent years. This study aims to identify key issues in the vanilla production system and assess farmers' needs for agricultural extension services to improve cultivation sustainability. The study was conducted in Jembrana Regency, Bali, from July to September 2024, involving 93 farmers selected from a population of 1,322 using the Taro Yamane method. Data were collected through structured interviews and analyzed using descriptive statistics.</p> <p>The results showed that 77.42% of farmers had never received extension visits, a concern because frequent contact with extension workers would strengthen cultivation practices and help farmers address issues such as low mean planting preparation scores, with the majority below 2.50 on a predetermined scale. The majority of farmers reported a lack of training in modern cultivation techniques. Most farmers relied on traditional practices for land preparation, maintenance, and post-harvest handling, resulting in low productivity and product quality. The most pressing needs identified were technical training, pest and disease control, and marketing support for value-added products, with the majority of needs scores above 2.49 and even exceeding 3.49, indicating a high level of needs. These findings underscore the importance of strengthening agricultural extension programs, with a focus on practical, market-oriented training, to enhance farmer capacity and improve the sustainability and competitiveness of vanilla production systems in Bali, Indonesia. These findings underscore the impact of socio-demographic factors on agricultural awareness and recommend curriculum enhancements incorporating hands-on agricultural experiences.</p> <p> </p> <p>Keywords: <em> </em>vanilla farming, modern cultivation farming, agrotourism, economic</p> Aripranata Aripranata, Sukanlaya Choenkwan ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการเกษตรราชภัฏ https://li04.tci-thaijo.org/index.php/kjna/article/view/7749 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 Beyond Awareness: Using Generative Artificial Intelligence (AI) to Bridge the Career Interest Gap in Agricultural Education—A Conceptual Framework Based on a Systematic Scoping Review https://li04.tci-thaijo.org/index.php/kjna/article/view/7729 <p>This study aimed to: (1) explore how generative artificial intelligence (AI) can be leveraged to create engaging educational content that modernizes the image of agriculture, and (2) identify narrative-based strategies to reframe student perceptions of the field from a traditional practice to a high-tech “Agri-Tech” sector. A systematic scoping review was conducted, synthesizing foundational literature to establish a robust proof-of-concept. The analysis highlights a critical perception gap, reflecting trends in the Thai context, such as a documented 90% lack of career interest among students at Benchama Maharat School despite moderate awareness. Generative AI was characterized as a pedagogical tool capable of producing personalized learning pathways and immersive simulations. Thematic analysis underscored Narrative Transportation Theory as a key persuasive framework for shifting beliefs by reducing counterargument and fostering emotional engagement. Synthesizing these insights, the study proposes a conceptual framework that positions generative AI as a “machine of narrative transportation,” capable of immersing students in authentic Agri-Tech case studies. These findings support a transformative model for agricultural education and recommend the implementation of pilot programs, curriculum reform, and strategic policy support.</p> <p> </p> <p>Keywords: Generative AI, Education, Narrative Transportation, Bridge the Career Interest Gap, Agri-Tech Perception, Youth Engagement</p> Lancer Agravante ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการเกษตรราชภัฏ https://li04.tci-thaijo.org/index.php/kjna/article/view/7729 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700