วารสารสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยชินวัตร
https://li04.tci-thaijo.org/index.php/mjs
<p>วารสารสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยชินวัตร (Multidisciplinary Journal of Shinawatra) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและผลงานวิจัยโดยครอบคลุมด้านวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์สุขภาพ การแพทย์แผนจีน จิตวิทยา พฤติกรรมศาสตร์ สังคมศาสตร์ จิตวิทยาการกีฬา วิทยาศาสตร์การกีฬา เป็นต้น</p>
มหาวิทยาลัยชินวัตร
th-TH
วารสารสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยชินวัตร
3057-0638
-
พฤติกรรมการรับสื่อและการจัดการการท่องเที่ยวตามเส้นทางแสวงบุญของพระพุทธเจ้า ณ แหล่งพุทธประสูติ ลุมพินี กับอิทธิพลต่อการจัดการการท่องเที่ยวเชิงโหยหาอดีต ภายใต้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน
https://li04.tci-thaijo.org/index.php/mjs/article/view/10170
<p>งานวิจัยนี้ประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน (TPB) เพื่อศึกษาการท่องเที่ยวแสวงบุญเชิงพุทธลุมพินีวันในรูปแบบโหยหาอดีต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของทัศนคติ การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง และการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมที่มีต่อความตั้งใจเชิงพฤติกรรม รวมถึงศึกษาบทบาทของความสอดคล้องกับตนเอง (Self-congruity) และตัวแปรปรับด้านการเปิดรับสื่อ (Media exposure)ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากนักท่องเที่ยวชาวไทย 400 คน ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบตามสะดวก เครื่องมือวิจัยมีค่าความเชื่อมั่นที่ 0.70 และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโมเดลสมการโครงสร้าง (SEM)ผลการวิจัยพบว่า:ปัจจัยทำนาย: ทัศนคติ (β = 0.41, p < 0.001) บรรทัดฐานเชิงอัตวิสัย (β = 0.29, p < 0.01) และการรับรู้การควบคุมพฤติกรรม (β = 0.33, p < 0.001) ส่งอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจเชิงพฤติกรรมอย่างมีนัยสำคัญ โดยอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 62 (R² = 0.62) ปัจจัยเสริม: ความสอดคล้องกับตนเองช่วยเสริมสร้างทัศนคติต่อการท่องเที่ยวเชิงศาสนาอย่างมีนัยสำคัญ (β = 0.47, p < 0.001) อย่างไรก็ตาม การเปิดรับสื่อไม่มีผลในการเป็นตัวแปรปรับระหว่างความตั้งใจและพฤติกรรมจริง (β = 0.08, p > 0.05) สรุปผล: กลยุทธ์การจัดการควรเน้นการสื่อสารที่บูรณาการศรัทธา ความทรงจำ และคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเดินทางและรักษาความยั่งยืนของการท่องเที่ยวแสวงบุญ</p>
ณฐาพัชร์ วรพงศ์พัชร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยชินวัตร
2026-05-01
2026-05-01
3 1
1
15
-
Benefits of Modern Marketing Techniques in South Sudan: A Case of Marol Market in Bor City
https://li04.tci-thaijo.org/index.php/mjs/article/view/9478
<p>The purpose of this article was to examine the advantages of contemporary marketing strategies in South Sudan from the viewpoint of Bor City's Marol market. In particular, this article aims to: 1) investigate the benefits of contemporary marketing techniques at Marol market in Bor city in South Sudan; and 2) assess the impact of contemporary marketing techniques at Bor City's Marol market. Convenience and judgmental sample procedures were used in this study, and solely exploratory and descriptive research methodologies were used for the research design. The hypotheses table and Sig. in the regression model (table 18) show that while influencer marketing (.048) and search engine optimization (.042) were rejected in this study, social media marketing (.056), content marketing (.063), email marketing (.068), paid digital ads (.056), and data-driven marketing (.059) were accepted. Additionally, correlation, descriptive, and regression analysis were the main analytical tools used for the study's test variables according to the benefits of contemporary marketing techniques at the Marol market in Bor city, South Sudan. The conclusion, recommendations, limitations/restrictions, and future research directions are covered in Chapter 5.</p>
Ayii Peter Alier
Degnet Wondu Yaregal
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยชินวัตร
2026-05-01
2026-05-01
3 1
16
37
-
กลยุทธ์การหาเสียงผ่านสื่อดิจิทัลของพรรคการเมืองไทยในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2566
https://li04.tci-thaijo.org/index.php/mjs/article/view/5389
<p>การเลือกตั้งทั่วไปของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2566 ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของกระบวนการสื่อสารทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้สื่อดิจิทัลในฐานะกลไกหลักในการหาเสียงของพรรคการเมือง กลยุทธ์การสื่อสารไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการใช้ช่องทางใหม่ ๆ ในการเผยแพร่เนื้อหา แต่ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของความสัมพันธ์ระหว่างพรรคการเมืองกับประชาชน ที่ขยับจากรูปแบบการสื่อสารแบบทางเดียวไปสู่การมีปฏิสัมพันธ์ในลักษณะสองทางอย่างเข้มข้น แพลตฟอร์มดิจิทัลอย่าง Facebook, Twitter, YouTube และ TikTok กลายเป็นเวทีหลักที่พรรคการเมืองใช้ในการนำเสนออุดมการณ์ นโยบาย และบุคลิกของผู้นำ ด้วยการออกแบบคอนเทนต์ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมและวัฒนธรรมการใช้สื่อของประชาชนในแต่ละช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยี และแสวงหาพื้นที่ในการแสดงออกและมีส่วนร่วมทางการเมือง บทความวิชาการนี้ใช้กรอบแนวคิดจากทฤษฎีการตลาดการเมือง ทฤษฎีวาระของสื่อ และทฤษฎีการมีส่วนร่วมทางการเมืองในยุคดิจิทัล เพื่อวิเคราะห์กลยุทธ์การหาเสียงของพรรคการเมืองหลัก เช่น พรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย รวมถึงพรรคพลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติ ภูมิใจไทย และไทยสร้างไทย โดยแต่ละพรรคเลือกใช้สื่อดิจิทัลแตกต่างกันไปตามกลุ่มเป้าหมายและอัตลักษณ์ของพรรค ไม่ว่าจะเป็นการใช้คลิปไวรัลใน TikTok การไลฟ์สดผ่าน Facebook การผลิตอินโฟกราฟิก หรือการสร้างคอมมูนิตี้ออนไลน์ ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงยุทธศาสตร์การวางตัวเป็นผู้นำด้านการสื่อสารในโลกออนไลน์ ที่ประชาชนสามารถเข้าถึง มีส่วนร่วม และรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของพรรคการวิเคราะห์ยังชี้ให้เห็นว่า สื่อดิจิทัลไม่เพียงมีบทบาทในเชิงการประชาสัมพันธ์ แต่ยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่สาธารณะใหม่ที่เปิดให้ประชาชนสามารถกำหนดวาระสังคม สื่อสารความต้องการ และเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองได้อย่างมีความหมาย พร้อมทั้งลดช่องว่างทางภูมิศาสตร์และสังคมที่เคยมีอยู่ในระบบการเมืองไทยแบบดั้งเดิม ในขณะเดียวกัน บทความนี้ยังสะท้อนถึงโอกาสในการยกระดับคุณภาพประชาธิปไตยผ่านการสื่อสารที่สร้างสรรค์ ทันสมัย และมีจริยธรรม โดยเสนอให้พรรคการเมือง นักสื่อสาร และภาครัฐ ร่วมกันวางแนวทางการใช้เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมที่เท่าเทียมและยั่งยืนในระบอบประชาธิปไตยดิจิทัลของไทยในอนาคต </p>
ภัสสร คงเอียด
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยชินวัตร
2026-05-01
2026-05-01
3 1
38
52
-
การพัฒนาระบบการเข้าถึงบริการสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในชุมชน อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา
https://li04.tci-thaijo.org/index.php/mjs/article/view/7211
<p>โรคหลอดเลือดสมองเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตและความพิการในระยะยาว โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดยะลาที่พบอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ ปัญหาหลักที่พบคือการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ล่าช้าของผู้ป่วย ส่งผลให้โอกาสในการรักษาและลดความรุนแรงของโรคลดลง การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบการเข้าถึงบริการสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในชุมชนอำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา เพื่อให้สามารถลดระยะเวลาการเข้าถึงบริการ เพิ่มประสิทธิภาพการส่งต่อ และเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ดำเนินการใน 4 ระยะ ได้แก่ 1) การวิเคราะห์สถานการณ์และปัญหาการเข้าถึงบริการโดยใช้แบบสอบถามและสัมภาษณ์เชิงลึก 2) การพัฒนาระบบการเข้าถึงบริการโดยใช้แนวคิดเทคโนโลยีดิจิทัลและการดูแลแบบสหวิชาชีพ 3) การทดลองใช้ระบบและประเมินผลลัพธ์ และ 4) การปรับปรุงและสรุปแนวทางปฏิบัติ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลประกอบด้วยแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมินความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน (ADL) กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ครอบครัว และบุคลากรทางการแพทย์ในเขตพื้นที่ศึกษา ผลการวิจัยพบว่าระบบที่พัฒนาขึ้นสามารถลดระยะเวลาการเข้าถึงบริการของผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ เพิ่มอัตราการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน และเพิ่มความพึงพอใจของผู้ป่วยและครอบครัว นอกจากนี้ ระบบดังกล่าวยังช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถติดตามอาการของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผลจากการศึกษาแสดงให้เห็นว่าระบบการเข้าถึงบริการที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่อื่น ๆ ได้ เพื่อเพิ่มโอกาสในการรักษาและลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในระดับชุมชน</p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>การเข้าถึงบริการ; โรคหลอดเลือดสมอง; ระบบสุขภาพชุมชน</p>
ปฐมพงศ์ แก้วมรกต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยชินวัตร
2026-05-01
2026-05-01
3 1
53
71
-
ปัจจัยที่สัมพันธ์ต่อการเปลี่ยนแปลงของดัชนีมวลกาย หลังสมรสในคู่สมรสในพื้นที่ภาคใต้
https://li04.tci-thaijo.org/index.php/mjs/article/view/8679
<p>การเปลี่ยนแปลงน้ำหนักตัวหลังสมรสเป็นปัจจัยสำคัญที่สะท้อนพฤติกรรมสุขภาพและวิถีชีวิตของคู่สมรส โดยเฉพาะในกลุ่มวัยผู้ใหญ่ตอนต้น การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของดัชนีมวลกาย (BMI) หลังสมรสในคู่สมรสภาคใต้ และเพื่อวิเคราะห์ปัจจัยส่วนบุคคล ครอบครัว และวิถีชีวิตที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักตัว รวมถึงปัจจัยที่สามารถทำนายการเปลี่ยนแปลง BMI ได้ การวิจัยเป็นรูปแบบ เชิงพรรณนาและเชิงสัมพันธ์ (Descriptive-Correlational Study) เก็บข้อมูลด้วย แบบสอบถาม 4 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล พฤติกรรมการบริโภคอาหาร พฤติกรรมการออกกำลังกาย และความพึงพอใจในชีวิตสมรส กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย คู่สมรส 115 คน ที่อาศัยอยู่ในภาคใต้ของประเทศไทย ข้อมูลวิเคราะห์ด้วยสถิติพื้นฐาน การวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสหสัมพันธ์ (Pearson) และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่าค่า BMI เฉลี่ยหลังสมรสสูงกว่าก่อนสมรสอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t(114) = -9.72, p < .001) พฤติกรรมการบริโภคอาหารและการออกกำลังกายสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลง BMI อย่างมีนัยสำคัญ (r = -0.388 และ r = -0.257 ตามลำดับ, p < .01) และสามารถทำนาย BMI หลังสมรสได้อย่างมีนัยสำคัญ (β = -0.21 และ -0.18 ตามลำดับ, p < .05) นอกจากนี้ ความพึงพอใจในชีวิตสมรสยังมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับ BMI (r = 0.196, p < .05) และสามารถทำนายได้ (β = 0.21, p < .05) ผลวิจัยนี้ชี้ให้เห็นความสำคัญของการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพ การควบคุมอาหาร และการออกกำลังกายสำหรับคู่สมรสในช่วงเริ่มต้นชีวิตคู่ เพื่อลดความเสี่ยงของโรคอ้วนและภาวะแทรกซ้อนทางสุขภาพในระยะยาว</p>
ซุบัยดี เป็นสุข
เพ็ญประภา ปริญญาพล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยชินวัตร
2026-05-01
2026-05-01
3 1
72
83