https://li04.tci-thaijo.org/index.php/scidru/issue/feed
วารสารวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
2025-12-16T10:10:23+07:00
ผู้ช่วยศาตราจารย์ ดร.ประสิทธิ์ ภูสมมา
journal-scidru@dru.ac.th
Open Journal Systems
<p>วารสารวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี จัดทำขึ้นเพื่อเป็นสื่อกลาง ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวิชาการและงานวิจัย โดยตีพิมพ์บทความวิจัยและบทความวิชาการ ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีเนื้อหาครอบคลุมในสาขาต่าง ๆ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ประยุกต์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์</p>
https://li04.tci-thaijo.org/index.php/scidru/article/view/6242
การประยุกต์ใช้กระบวนการวิศวกรสังคมในการพัฒนา ขนมครกเสริมผงใบหม่อนร่วมกับวิสาหกิจชุมชนประสานมิตร
2025-08-02T17:19:29+07:00
ไกรรัช เทศมี
krairuch.t@dru.ac.th
จันวิภา สุปะกิ่ง
janwipa.p@dru.ac.th
หฤทภัค อภิรัตน์
Harittapak.a@dru.ac.th
ธนากร เมียงอารมณ์
thanakorn.m@dru.ac.th
วรวิทย์ ลีลาวรรณ
wolawit.l@dru.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์แบบมีส่วนร่วมของชุมชน โดยใช้กระบวนการวิศวกรสังคมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมครกเสริมผงใบหม่อนและถ่ายทอดผลิตภัณฑ์สู่ชุมชน โดยพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ขนมครกเติมผงใบหม่อน ที่อัตราส่วนแตกต่างกัน คือ ร้อยละ 5 10 และ 15 โดยน้ำหนัก ทำการทดสอบทางประสาทสัมผัสด้วยวิธีการให้คะแนนความชอบ 9 ระดับ (9-point hedonic scale) ด้านลักษณะปรากฏ สี กลิ่น รสชาติ เนื้อสัมผัส ความรู้สึกหลังกลืน และความชอบโดยรวม <br />ผลการวิจัยพบว่า การประยุกต์ใช้กระบวนการวิศวกรสังคมในการพัฒนาขนมครกเสริมผงใบหม่อนร่วมกับวิสาหกิจชุมชนประสานมิตร ทำให้เกิดการผลิตสินค้าใหม่ของชุมชนที่มีลักษณะเฉพาะ โดยสมาชิกชุมชนมีการรับรู้ว่าแนวทางดังกล่าวสามารถดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคและช่วยเพิ่มรายได้ให้กับชุมชน ผลการวิเคราะห์คุณภาพทางประสาทสัมผัส พบว่า ขนมครกเสริมผงใบหม่อนที่อัตราส่วนร้อยละ 5 ได้รับคะแนนสูงกว่าขนมครกเสริมผงใบหม่อนในอัตราส่วนร้อยละ 10 และ 15 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p≤0.05) ในทุกคุณลักษณะ ผลการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่วิสาหกิจชุมชนประสานมิตร พบว่า ผู้เข้าร่วมโครงการมีความพึงพอใจโดยภาพรวมต่อการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการอยู่ในระดับมากที่สุด และมีความคิดเห็นว่าผลิตภัณฑ์ขนมครกเสริมผงใบหม่อนมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นอาชีพและสนับสนุนการสร้างวิถีชีวิตที่ยั่งยืนแก่ชุมชนได้</p>
2025-09-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
https://li04.tci-thaijo.org/index.php/scidru/article/view/8882
การประเมินคุณภาพธาตุอาหาร ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ของวัสดุปลูกพืชอินทรีย์ที่มีส่วนผสมของใบทุเรียน โดยใช้วิธีการอย่างง่าย
2025-12-16T10:10:23+07:00
นภาพรรณ หนิมพานิช
napapan.n@rbru.ac.th
สุชาดา เทียนขาว
6514011024@rbru.ac.th
พรชัย เหลืองวารี
pornchai.l@rbru.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคุณภาพธาตุอาหาร ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ของวัสดุปลูกพืชอินทรีย์ที่มีใบทุเรียนเป็นส่วนประกอบ โดยใช้วิธีการวิเคราะห์อย่างง่ายที่สามารถประยุกต์ใช้ในระดับภาคสนาม การประเมินคุณภาพธาตุอาหารไนโตรเจนประเมินในรูปแอมโมเนียม (NH4+-N) และไนเตรต (NO3--N) ธาตุฟอสฟอรัสประเมินในรูปฟอสเฟต (PO4³-) และธาตุโพแทสเซียมประเมินในรูปโพแทสเซียมไอออน (K+) วัสดุปลูกพืชอินทรีย์ประกอบด้วยดินขุยมะพร้าว และกาบมะพร้าวสับ เป็นวัสดุหลักร่วมกับอินทรียวัตถุที่แตกต่างชนิดกัน ได้แก่ ใบทุเรียน มูลไส้เดือน และมูลไก่ รวมทั้งสิ้น 12 สูตร วัสดุปลูกทุกสูตรนำไปหมักเป็นระยะเวลา 60 วัน ก่อนสุ่มตัวอย่างเพื่อนำมาวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหาร โดยใช้ชุดตรวจสอบดินภาคสนาม KU soil test kit ผลการวิจัยพบว่า วัสดุปลูกพืชอินทรีย์ทุกสูตรมีปริมาณแอมโมเนียมอยู่ในระดับต่ำ ในขณะสูตรที่มีมูลไก่เป็นองค์ประกอบให้คุณภาพของไนเตรตอยู่ในระดับปานกลาง สำหรับคุณภาพของฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม พบว่าสูตรที่ผสมมูลไก่และมูลไส้เดือนมีคุณภาพของธาตุอาหารทั้งสองชนิดอยู่ในระดับสูงในทุกอัตราส่วนผสม อย่างไรก็ตาม สูตรที่มีใบทุเรียนเพียงอย่างเดียวมีคุณภาพธาตุอาหารต่ำ นอกจากนี้ ยังพบว่าชนิดของอินทรียวัตถุมีผลต่อคุณภาพธาตุอาหารมากกว่าสัดส่วนการผสม อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่าวัสดุปลูกพืชอินทรีย์ที่มีส่วนผสมของมูลไก่และมูลไส้เดือนมีคุณภาพทางเคมีเหมาะสมและมีศักยภาพในการนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเป็นวัสดุปลูกพืชในระบบเกษตรอินทรีย์ได้</p>
2025-12-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
https://li04.tci-thaijo.org/index.php/scidru/article/view/5604
การเปรียบเทียบประสิทธิภาพตัวเก็บประจุยิ่งยวด จากการชาร์จด้วยแรงดันไฟฟ้าหลายรูปแบบ
2025-07-22T10:54:38+07:00
วัชรไกร สนนุช
watcharakaisonnut@gmail.com
<p>โครงงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคุณลักษณะการเก็บและคายพลังงานของซุปเปอร์คาปาซิเตอร์ และหาประสิทธิภาพของซุปเปอร์คาปาซิเตอร์ จากการชาร์จด้วยแรงดันไฟฟ้าหลายรูปแบบ ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาในการชาร์จประจุของตัวเก็บประจุยิ่งยวดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด วิธีการทดลองโดยการชาร์จตัวเก็บประจุยิ่งยวดขนาด 200 F 2.5 V จะใช้เครื่องกำเนิดสัญญาณ (function generator) ป้อนสัญญาณให้กับวงจรที่ความถี่เท่ากันคือ 1 kHz และเมื่อต้องการปล่อยประจุของตัวเก็บประจุยิ่งยวดจะปล่อยประจุให้กับความต้านทานขนาด 1 โอห์ม 5 วัตต์ และการหาประสิทธิภาพของตัวเก็บประจุยิ่งยวดจากการเก็บประจุและคายประจุ ผลการทดลองการชาร์จจากการป้อนสัญญาณแรงดันไฟฟ้า จากการชาร์จด้วยแหล่งกำเนิดแรงดันรูปคลื่นสามเหลี่ยมรูปคลื่นฟันเลื่อย รูปคลื่นสี่เหลี่ยม และรูปคลื่นไซน์ เวลาที่ใช้ในการชาร์จ 9,455 วินาที แรงดันไฟฟ้าตัวเก็บประจุยิ่งยวด (VSC) ที่ป้อนด้วยแต่ละรูปคลื่นสัญญาณ คือ 0.924678 V 1.282828 V 1.057508 V และ 0.041566 V ตามลำดับ ผลการทดลองการปล่อยประจุ (discharging) ให้กับโหลดความต้านทานขนาด 1 โอห์ม 5 วัตต์ เวลาที่ใช้ในการปล่อยประจุ 30 วินาที แรงดันไฟฟ้าตัวเก็บประจุยิ่งยวด (VSC ) ที่จ่ายให้กับความต้านทานที่เริ่มคายประจุ คือ 0.062287 V 0.083918 V 0.051667 V และ 0.069476 V ตามลำดับ ประสิทธิภาพตัวเก็บประจุยิ่งยวดสูงสุดคือการป้อนด้วยสัญญาณสามเหลี่ยม คิดเป็นร้อยละ 98.45 และประสิทธิภาพต่ำสุดคือการป้อนด้วยสัญญาณสี่เหลี่ยมคิดเป็นร้อยละ 94.17</p>
2025-12-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
https://li04.tci-thaijo.org/index.php/scidru/article/view/8846
เรือเก็บขยะพลังงานแสงอาทิตย์ควบคุมการทำงานด้วย IoT
2025-12-15T16:25:33+07:00
จักรกฤษณ์ จันทร์เขียว
jrukkrit@siam.edu
ณพวัฒน์ ทองพันชั่ง
Noppawath.T@dru.ac.th
ณัฐคมณ์ ไพศาลวัสยศ
Nattakom.p@dru.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีเพื่อสร้างและออกแบบเรือเก็บขยะพลังงานแสงอาทิตย์ ควบคุมด้วยรีโมทคอนโทรล และเพื่อทดสอบหาประสิทธิภาพการเก็บขยะเรือเก็บขยะที่สร้างขึ้นนี้ จะนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ในการชาร์จแบตเตอรี่ แล้วใช้แบตเตอรี่จ่ายพลังงานไฟฟ้าสำหรับขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงเพื่อขับเคลื่อนเรือ โดยระบบควบคุมของเรือมีส่วนประกอบที่สำคัญ 3 ส่วน คือ 1) ตัวเรือที่ออกแบบมาให้สามารถลอยบนผิวน้ำได้ 2) ระบบขับเคลื่อนเรือซึ่งจะรวมถึงระบบพลังงานแสงอาทิตย์ และ 3) ระบบการจัดเก็บขยะ ซึ่งจะนำขยะจากผิวน้ำมาเก็บไว้ในถังเก็บขยะ โดยเรือเก็บขยะนี้ถูกออกแบบมาให้เป็นเรือไร้คนขับแต่จะถูกควบคุมการทำงานด้วยรีโมทคอนโทรลจากระยะไกลด้วยสัญญาณไวไฟ ผลการทดลองเก็บขยะโดยเรือเก็บขยะพลังงานแสงอาทิตย์ควบคุมการทำงานด้วยรีโมทคอนโทรล พบว่าระยะทางที่ควบคุมได้ไกลสุด 110 เมตร และเรือเก็บขยะสามารถเก็บขยะที่เป็นขวดน้ำได้จำนวน 3 กิโลกรัม ในเวลา 32 นาที</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
https://li04.tci-thaijo.org/index.php/scidru/article/view/8864
การเปรียบเทียบการใช้หม้อแปลงแบบร่วมและแบบแยก ในระบบโซลาร์เซลล์สำหรับอาคารเดียวกัน
2025-12-11T15:40:56+07:00
ศุภวุฒิ เนตรโพธิ์แก้ว
supawud.n@rmutp.ac.th
ศุภณัฐ อุ้ยกิ้ม
supanut-ou@rmutp.ac.th
นัฐโชติ รักไทยเจริญชีพ
nattachote.r@rmutp.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของการเลือกโครงสร้างหม้อแปลงไฟฟ้าในอาคารที่ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โดยเปรียบเทียบระหว่าง หม้อแปลงแบบร่วม และหม้อแปลงแบบแยก ในอาคารทั่วไปการติดตั้งมักรวมโหลดทั้งหมดผ่านหม้อแปลงเพียงลูกเดียว ทำให้เกิดความสูญเสียเพิ่มขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงต่อความต่อเนื่องของระบบ การวิเคราะห์ประกอบด้วย 1) การส่งผ่านพลังงาน 2) ความสูญเสียในสายและหม้อแปลง 3) ความต่อเนื่องของโหลด และ 4) ต้นทุนระบบรวม โดยใช้การคำนวณตามหลักวิศวกรรมไฟฟ้า 3 สมการ ได้แก่ สมการประสิทธิภาพหม้อแปลง สมการกระแสและความสูญเสียในสาย และสมการประมาณต้นทุนระบบ ผลการศึกษาพบว่า หม้อแปลงแบบร่วม ให้ประสิทธิภาพด้านพลังงานและต้นทุนที่ดีกว่า ขณะที่หม้อแปลงแบบแยก ให้ความต่อเนื่องของระบบสูงกว่า เหมาะกับอาคารที่มีโหลดสำคัญ เช่น โรงพยาบาลหรือศูนย์ข้อมูล นอกจากนี้ หม้อแปลงแบบแยกสามารถรองรับการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานและระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะในอนาคตได้ดีกว่า เนื่องจากสามารถควบคุมทิศทางพลังงานและแยกส่วนระบบได้อย่างอิสระ งานวิจัยนี้จึงเสนอแนวทางการเลือกใช้หม้อแปลงให้เหมาะสมกับประเภทอาคาร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน ลดความเสี่ยง และเตรียมความพร้อมสำหรับระบบพลังงานอัจฉริยะในอนาคต</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี