https://li04.tci-thaijo.org/index.php/scidru/issue/feed วารสารวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี 2026-06-24T09:24:55+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประสิทธิ์ ภูสมมา journal-scidru@dru.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี จัดทำขึ้นเพื่อเป็นสื่อกลาง ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวิชาการและงานวิจัย โดยตีพิมพ์บทความวิจัยและบทความวิชาการ ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีเนื้อหาครอบคลุมในสาขาต่าง ๆ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ประยุกต์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์</p> https://li04.tci-thaijo.org/index.php/scidru/article/view/9879 การศึกษาความสัมพันธ์ของคุณภาพการบริการ ความพึงพอใจ และความภักดีของการใช้บริการโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร 2026-03-05T09:25:28+07:00 ภาวินี เภารอด pawarantl@gmail.com นิลยา ลาโพธิ์ nillayal0310@gmail.com ทยุตา อินทร์แก้ว thayutai@nu.ac.th รตีภัทร รัตนบวรวัฒ jantreephinyo@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับคุณภาพและความสัมพันธ์ของการบริการ ความพึงพอใจและความภักดีของการใช้บริการ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้รับบริการโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร จำนวน 385 ราย เก็บข้อมูลตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 ถึงเดือนกันยายน 2568 โดยใช้แบบสอบถาม ทั้งนี้มีการวัดความเที่ยงตรง (CVI) เท่ากับ 0.90 และความน่าเชื่อถือ (Cronbach’s alpha) เท่ากับ 0.789 โดยใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่<br />เป็นเพศชาย (ร้อยละ 54) มีช่วงอายุ 41-60 ปี (ร้อยละ 46) การศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี (ร้อยละ 44.7) อาชีพพนักงาน/ลูกจ้าง (ร้อยละ 33.8) ใช้บัตรทอง (ร้อยละ 42.8) คะแนนเฉลี่ยของตัวแปร ด้านคุณภาพการบริการ ผู้รับบริการมีความพึงพอใจในภาพรวมระดับมากที่สุด โดยด้านพฤติกรรมบริการ (𝑥̅ = 4.92, S.D. = 0.24) และด้านการให้ข้อมูล (𝑥̅ = 4.92, S.D = 0.23) มีคะแนนเฉลี่ยมากที่สุด สำหรับคะแนนพึงพอใจด้านอื่น ๆ และความภักดี พบว่า การกลับมาใช้บริการซ้ำมีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด (𝑥̅ = 9.68, S.D. = 0.78) การแนะนำญาติหรือคนรู้จักให้มาใช้บริการโรงพยาบาล (𝑥̅ = 9.66, S.D. = 0.88) และคะแนนโดยรวมของโรงพยาบาลมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̅ = 9.51, S.D. = 1.19) ตามลำดับ ความสัมพันธ์ภายในกลุ่มตัวแปรหลัก พบว่า กลุ่มตัวแปรด้านการกลับมาใช้บริการซ้ำ การแนะนำบอกต่อ คะแนนโดยรวมของโรงพยาบาล ด้านสิ่งแวดล้อมความสะอาดของสถานที่ มีความสัมพันธ์กันเองในทิศทางเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยมีความสัมพันธ์อยู่ในระดับสูงมาก (r = 0.798 - 0.909) ซึ่งคู่ที่มีความสัมพันธ์กันสูงที่สุด คือ การกลับมาใช้บริการซ้ำและการแนะนำบอกต่อ (r = 0.909, p &lt; .01) ชี้ให้เห็นว่าผู้รับบริการที่ตั้งใจจะกลับมาใช้บริการซ้ำมีแนวโน้มสูงมากที่จะแนะนำหรือบอกต่อแก่ผู้อื่นด้วย เพื่อเพิ่มความภักดีของผู้รับบริการและกระตุ้นให้เกิดการบอกต่อ โรงพยาบาลควรให้ความสำคัญกับปัจจัยที่ส่งผลต่อประสบการณ์ของผู้รับบริการ โดยการรักษามาตรฐานด้านบริการ การให้ข้อมูล รวมถึงการรักษาความสะอาดของสถานที่และสภาพแวดล้อม</p> 2026-06-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://li04.tci-thaijo.org/index.php/scidru/article/view/9907 การพัฒนาเว็บแอปพลิเคชัน FITBUDDY สำหรับการออกกำลังกายและรับชมวิดีโอการฝึก 2026-04-30T13:33:12+07:00 พัชรพร อ่อนหนองหว้า 6641470007@dru.ac.th วรรณพร จิตรสังวรณ์ wannaporn.j@dru.ac.th เอกรัตน์ สุขะสุคนธ์ eakarat.s@dru.ac.th ณัฐคมณ์ ไพศาลวัสยศ nattakom.p@dru.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อพัฒนาเว็บแอปพลิเคชัน FITBUDDY (2) เพื่อวิเคราะห์และออกแบบระบบ FITBUDDY และ (3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ระบบ FITBUDDY สำหรับการออกกำลังกายและรับชมวิดีโอการฝึกออนไลน์ โดยมุ่งเน้นการจัดการเนื้อหา การให้ผู้ใช้เข้าถึงวิดีโอการฝึกและการสนับสนุนการวางแผนการออกกำลังกาย ระบบพัฒนาด้วย Next.js เพื่อรองรับการเรนเดอร์แบบ SSR/SSG และใช้ MySQL เป็นฐานข้อมูลหลัก พร้อมเสริมความปลอดภัยด้วย JWT สำหรับการยืนยันตัวตน และ Bcryptjs สำหรับการเข้ารหัสผ่าน รวมถึงใช้ Formidable สำหรับอัปโหลดวิดีโอและชุดไอคอนในการออกแบบส่วนติดต่อผู้ใช้ การพัฒนาอ้างอิงขั้นตอนการวิเคราะห์ความต้องการ การออกแบบสถาปัตยกรรมแบบ 3-Tier การจัดทำ Entity-Relationship Diagram และ Use Case Diagram ครอบคลุมบทบาทผู้ดูแลระบบโค้ชและผู้ใช้งานทั่วไป ผลการพัฒนาพบว่า ระบบสามารถทำงานตรงตามความต้องการ โดยมีระดับความพึงพอใจ ดังนี้ ด้านความถูกต้องของการทำงานของระบบ (4.62±0.48) ด้านความสะดวกในการใช้งานระบบ (4.48±0.61) ด้านความสวยงามของส่วนติดต่อผู้ใช้ (4.75±0.45) ด้านความรวดเร็วในการโหลดหน้าเว็บ (4.53±0.55) ด้านความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้ (4.65±0.50) และด้านความพึงพอใจโดยรวมต่อระบบ (4.59±0.52) ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ใน 6 ด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด (4.60±0.52) โดยเฉพาะด้านความถูกต้อง ความสวยงามของส่วนติดต่อผู้ใช้ และความปลอดภัยของข้อมูล ระบบจึงมีความเหมาะสมต่อการใช้งานจริง สำหรับการพัฒนาในอนาคตอาจเพิ่มระบบแนะนำวิดีโอ การแจ้งเตือน การวิเคราะห์สถิติ และการพัฒนาเวอร์ชันมือถือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</p> 2026-06-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://li04.tci-thaijo.org/index.php/scidru/article/view/11424 การพัฒนาอินเวอร์เตอร์ T-Source ควบคุมด้วยพัลส์วิดท์ มอดูเลชั่นแบบ Unipolar สำหรับการเพิ่มระดับแรงดันไฟฟ้า 2026-06-05T14:06:19+07:00 พัชรพงศ์ กันหารินทร์ phatcharaphong_ka@rmutto.ac.th นิคม ก้านจักร nikom.ka@kmitl.ac.th ศักดาวุฒิ บุญตั้ว sakdawut_bo@rmutto.ac.th <p>บทความวิจัยนี้นำเสนอการพัฒนาอินเวอร์เตอร์ T-Source ควบคุมด้วยพัลส์วิดท์มอดูเลชั่นแบบ Unipolar สำหรับการเพิ่มระดับแรงดันไฟฟ้า โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ออกแบบ และสร้างวงจรอินเวอร์เตอร์ T-Source ที่สามารถเพิ่มระดับแรงดันไฟฟ้ากระแสตรงและแปลงเป็นแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับได้ภายในขั้นตอนเดียว วงจรที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยตัวเหนี่ยวนำ 2 ตัว ตัวเก็บประจุ 1 ตัว และไดโอดแบบฟื้นตัวเร็วร่วมกับวงจรอินเวอร์เตอร์แบบฟูลบริดจ์ ซึ่งช่วยลดจำนวนอุปกรณ์ เมื่อเปรียบเทียบกับอินเวอร์เตอร์ Z-Source การควบคุมสวิตช์ใช้เทคนิคพัลส์วิดท์มอดูเลชั่นแบบ Unipolar ผ่านไมโครคอนโทรลเลอร์ตระกูล C2000 เบอร์ TMS320F28379D โดยทำการออกแบบและจำลองการทำงานด้วยโปรแกรม MATLAB/Simulink ก่อนสร้างต้นแบบจริง ผลการทดลองพบว่าวงจรสามารถเพิ่มระดับแรงดันไฟฟ้าจากแรงดันอินพุต 100 โวลต์ เป็นแรงดันเอาต์พุต 200 โวลต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในสภาวะโหลดเชิงเส้นและโหลดเชิงเหนี่ยวนำ นอกจากนี้รูปคลื่นแรงดันไฟฟ้าเอาต์พุตมีลักษณะใกล้เคียงรูปคลื่นไซน์ และผลการทดลองมีแนวโน้มสอดคล้องกับผลการจำลอง วงจรที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในงานแปลงผันกำลังไฟฟ้าและระบบอิเล็กทรอนิกส์กำลังที่ต้องการการเพิ่มระดับแรงดันไฟฟ้าได้อย่างเหมาะสม</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://li04.tci-thaijo.org/index.php/scidru/article/view/11656 การพัฒนาผลิตภัณฑ์คุกกี้จากผักเคล 2026-06-16T09:08:38+07:00 อรอนงค์ ศรีพวาทกุล ornanong.sri@gmail.com วันวิสา สามสีลา wanwisa.sam@mail.pbru.ac.th ไพลิน สายสาหร่าย phailin.sai@mail.pbru.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์คุกกี้จากผักเคลอบแห้ง โดยศึกษาปริมาณผักเคลที่เหมาะสมในผลิตภัณฑ์คุกกี้ที่ 4 ระดับ ได้แก่ ร้อยละ 0 2 4 และ 6 ของน้ำหนักแป้งทั้งหมด พบว่า ผู้บริโภคให้การยอมรับคุกกี้ที่เสริมผักเคลร้อยละ 2 ซึ่งมีคะแนนความชอบโดยรวมในระดับชอบมาก (7.67±0.89) เนื่องจากคุกกี้มีความกรอบร่วน มีสีเขียวที่น่ารับประทาน มีกลิ่นของผักเคลที่พอเหมาะ และการเพิ่มปริมาณผักเคลในคุกกี้ ส่งผลทำให้คุกกี้มีความแข็งเพิ่มขึ้น จากการศึกษาอายุการเก็บรักษาของคุกกี้ผักเคลในบรรจุภัณฑ์ 2 ชนิด คือ ถุงซิปล็อคกระดาษคราฟท์ ด้านหน้าทำจากพลาสติกใสชนิดพอลิเอทิลีน เทเรฟทาเลต และถุงซิปล็อคเมทัลไลท์ ด้านหน้าทำจากพลาสติกใสชนิดพอลิเอทิลีน ปิดผนึกแบบปกติ เก็บรักษาที่อุณหภูมิห้องเป็นเวลา 4 สัปดาห์ พบว่า การเก็บคุกกี้ผักเคลในถุงซิปล็อคเมทัลไลท์ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า ถึงแม้จะมีสีเขียวลดลง แต่ยังมีคะแนนความชอบโดยรวมอยู่ในเกณฑ์การยอมรับของผลิตภัณฑ์ที่กำหนดไว้ และผลจุลินทรีย์ทั้งหมดและยีสต์รามีจำนวนต่ำกว่ามาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://li04.tci-thaijo.org/index.php/scidru/article/view/9833 การศึกษาแป้งข้าวหอมนิลทดแทนแป้งสาลีอเนกประสงค์ ในผลิตภัณฑ์ขนมกลีบลำดวน 2026-04-07T09:52:58+07:00 ูศุภชัย พันชารี 62414300007@dru.ac.th ศตรัตน์ ทิพย์ผ่อง satarat.t@dru.ac.th พีรพัฒน์ ใจงามดี peerapat.j@dru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตราส่วนการใช้แป้งข้าวหอมนิลทดแทนแป้งสาลีอเนกประสงค์ในผลิตภัณฑ์ขนมกลีบลำดวน โดยใช้แป้งข้าวหอมนิลทดแทนแป้งสาลีในอัตราส่วนร้อยละ 25 50 และ 75 ของน้ำหนักแป้งทั้งหมด จากนั้นประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัสด้านสี กลิ่น รสชาติ เนื้อสัมผัส และความชอบโดยรวม กับผู้ทดสอบ 50 คน ด้วยวิธี 5-point hedonic scale วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยและการวิเคราะห์ความแปรปรวน (one-way ANOVA) ผลการศึกษาพบว่า สูตรที่ใช้แป้งข้าวหอมนิลทดแทนแป้งสาลีร้อยละ 50 ได้รับคะแนนความชอบโดยรวมสูงที่สุดในระดับชอบ (4.12±0.79) สรุปได้ว่า การใช้แป้งข้าวหอมนิลทดแทนแป้งสาลีในอัตราส่วนร้อยละ 50 ถือว่ามีความเหมาะสมสำหรับการพัฒนาคุกกี้กลีบลำดวน และสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวหอมนิลในเชิงพาณิชย์ได้</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://li04.tci-thaijo.org/index.php/scidru/article/view/11832 กรณีศึกษา: ระบบขับเคลื่อนรถรางไฟฟ้าด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเหนี่ยวนำขนาด 10 กิโลวัตต์ 2026-06-24T09:24:55+07:00 จักรกฤษณ์ จันทร์เขียว jrukkrit@siam.edu ณพวัฒน์ ทองพันชั่ง noppawath.t@dru.ac.th ภัทรวัต ชัยคุณสมบัติ phatarawat.ch@dru.ac.th วรวิทย์ ลีลาวรรณ Wolawit.l@dru.ac.th <p>ระบบขับเคลื่อนรถรางไฟฟ้าเป็นเทคโนโลยีสำคัญของระบบขนส่งมวลชนสมัยใหม่ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทาง ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และลดการปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาหลักการทำงานของระบบขับเคลื่อนรถรางไฟฟ้า และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความถี่ไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้า และความเร็วรอบของมอเตอร์ไฟฟ้า โดยใช้ชุดทดลองระบบขับเคลื่อนรถไฟฟ้าในการทดสอบที่ความถี่ 27.5 30 35 40 45 และ 50 เฮิรตซ์ ผลการทดลองพบว่า เมื่อเพิ่มความถี่ของระบบแรงดันไฟฟ้า และความเร็วรอบของมอเตอร์จะเพิ่มขึ้น ตามลำดับ ส่งผลให้ระยะทางที่รถรางสามารถเดินทางได้ในระยะเวลา 1 ชั่วโมงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยที่ความถี่ 50 เฮิรตซ์ ให้ความเร็วรอบสูงสุด 242 รอบต่อนาที และสามารถเดินทางได้ประมาณ 19.747 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การควบคุมความถี่ของระบบขับเคลื่อนมีผลโดยตรงต่อสมรรถนะการเดินรถ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบรถไฟฟ้าและรถรางไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นในอนาคต</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี https://li04.tci-thaijo.org/index.php/scidru/article/view/11600 กรณีการวิเคราะห์การลดพลังงานส่วนเกินจากระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยระบบกักเก็บพลังงาน 2026-06-15T09:10:09+07:00 ณัชพล เรืองทรัพย์ natchapol@ieee.org ศุภวุฒิ เนตรโพธิ์แก้ว supawud.n@rmutp.ac.th นัฐโชติ รักไทยเจริญชีพ nattachote.r@rmutp.ac.th <p>บทความวิจัยนี้นำเสนอการวิเคราะห์การลดพลังงานส่วนเกินจากระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศักยภาพของระบบกักเก็บพลังงานในการลดพลังงานส่วนเกินและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้า การศึกษานี้ใช้ข้อมูลโหลดโปรไฟล์เฉลี่ยรายผู้ใช้ของผู้ใช้ไฟฟ้าประเภท 1.2 ร่วมกับระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 1 กิโลวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงานขนาด 2.56 กิโลวัตต์ชั่วโมง ผลการศึกษาพบว่า ในกรณีที่ไม่มีระบบกักเก็บพลังงาน จะเกิดพลังงานไฟฟ้าส่วนเกิน 3.04 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อวัน ขณะที่การติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานสามารถลดพลังงานส่วนเกินเหลือ 0.97 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อวัน หรือลดลงร้อยละ 68.09 นอกจากนี้ยังช่วยลดปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่นำเข้าจากระบบโครงข่ายไฟฟ้าได้ 2.22 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อวัน ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการบูรณาการระบบกักเก็บพลังงานร่วมกับระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สามารถเพิ่มการใช้พลังงานที่ผลิตได้เอง ลดการสูญเสียพลังงานส่วนเกิน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี