วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ
https://li04.tci-thaijo.org/index.php/stjrmutk
<p><strong>วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ </strong></p> <p>(Journal of Science and Technology Rajamangala University of Technology Krungthep)</p> <p>ISSN 2392-5647 (Print) ISSN xxxx-xxxx (Online)</p> <p><strong>บรรณาธิการ</strong> ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ผิวพรรณ ประจันทน์ศรี</p> <p> </p> <p><strong>วัตถุประสงค์ในการพิมพ์</strong></p> <p>เพื่อเผยแพร่บทความวิชาการและบทความวิจัย ด้านวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ประยุกต์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สถาปัตยกรรมการออกแบบ เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเกษตร การบูรณาการความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีร่วมกับศาสตร์ต่าง ๆ ที่หลากหลาย รวมถึงวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารธุรกิจ หรือการศึกษา อีกทั้งเพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักคือ บุคลากรสายวิชาการและสายสนับสนุน นักวิจัย และนักศึกษา ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย</p> <p> </p>
Faculty of Science and Technology, Rajamagala University of Technology Krungthep
th-TH
วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ
2392-5647
-
การวิเคราะห์เชิงพลังงานและการประเมินระยะเวลาการสำรองไฟของระบบแบตเตอรี่สำหรับโหลดสำคัญในระบบจ่ายไฟฟ้าแบบผสมผสานสำหรับอาคาร
https://li04.tci-thaijo.org/index.php/stjrmutk/article/view/9837
<p> บทความนี้นำเสนอการวิเคราะห์เชิงพลังงานและการประเมินระยะเวลาการสำรองไฟของระบบแบตเตอรี่สำหรับโหลดสำคัญ (Critical Loads) ในระบบจ่ายไฟฟ้าแบบผสมผสานสำหรับอาคาร โดยมุ่งเน้นกรอบการคำนวณที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบย้อนกลับได้ และเหมาะสำหรับการประเมินเบื้องต้นโดยไม่ต้องพึ่งพาซอฟต์แวร์จำลองเฉพาะทาง งานวิจัยนี้ได้พัฒนากรอบการคำนวณด้วย Microsoft Excel ในลักษณะโครงสร้างลำดับขั้น ประกอบด้วยส่วนกำหนดข้อมูลตั้งต้น (Inputs) ส่วนคำนวณสถานะประจุแบตเตอรี่ตามเวลา (SOC Calculation) และส่วนวิเคราะห์ความไวของพารามิเตอร์ (Sensitivity Analysis) เพื่อประเมินพลังงานที่ใช้งานได้จริงและระยะเวลาการสำรองไฟภายใต้พารามิเตอร์สำคัญ ได้แก่ ความจุแบตเตอรี่ ระดับการคายประจุที่อนุญาต ประสิทธิภาพรวมของระบบแปลงกำลัง และกำลังไฟฟ้าของโหลดสำคัญ นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบความสอดคล้องของผลลัพธ์ระหว่างการคำนวณด้วยสมการเชิงพลังงานแบบปิดรูปและการคำนวณแบบช่วงเวลา เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของแนวทางที่เสนอ ผลการศึกษานำเสนอในรูปกรา<span style="font-size: 0.875rem;">ฟสถานะประจุแบตเตอรี่ตามเวลา และความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาการสำรองไฟกับพารามิเตอร์หลัก โดยกรณีฐานที่กำหนด</span><span style="font-size: 0.875rem;"> <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?E_bat" alt="equation" /> <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?=" alt="equation" /> 1</span><span style="font-size: 0.875rem;">00 kWh, </span><img id="output" style="font-size: 0.875rem;" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;DoD" alt="equation" /> <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?=" alt="equation" /> <span style="font-size: 0.875rem;">0.8, <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\eta&space;" alt="equation" /></span><img id="output" style="font-size: 0.875rem;" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;_sys" alt="equation" /> <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?=" alt="equation" /> <span style="font-size: 0.875rem;">0.9 และ </span><img id="output" style="font-size: 0.875rem;" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?P_crit" alt="equation" /><span style="font-size: 0.875rem;"> <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?=" alt="equation" /> 10 kW ให้ระ</span><span style="font-size: 0.875rem;">ยะเวลาการสำรองไฟเท่ากับ 7.2 ชั่วโมง ผลการวิเคราะห์ความไวแสดงให้เห็นว่า ระยะเวลาการสำรองไฟแปรผันตรงกับความจุแบตเตอรี่และประสิทธิภาพรวมของระบบ และแปรผกผันกับกำลังไฟฟ้าของโหลดสำคัญ แนวทางที่นำเสนอจึงสามารถใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการออกแบบและการประเมินความเพียงพอของระบบสำรองไฟในอาคารได้อย่างเป็นระบบ กระชับ และตรวจสอบได้</span></p>
ศุภณัฐ อุ้ยกิ้ม
พูนศรี วรรณการ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
3 1
1
11
-
การจําแนกข้อความ SMS ภาษาไทย จากมิจฉาชีพ ด้วย Machine Learning
https://li04.tci-thaijo.org/index.php/stjrmutk/article/view/10358
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อการจำแนกข้อความ SMS ภาษาไทยจากมิจฉาชีพด้วย Machine Learning 2) ศึกษาการใช้อัลกอริทึม PyThaiNLP ร่วมกับเทคนิค TF-IDF ในการสกัดคุณลักษณะข้อความ และประยุกต์ใช้เทคนิค SMOTE เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลของข้อมูล ก่อนนำไปฝึกด้วยอัลกอริทึม Naïve Bayes และ 3) ศึกษาผลของแบบจำลองในการจำแนกข้อความ SMS ภาษาไทยออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ข้อความปกติ ข้อความมิจฉาชีพ และข้อความส่งเสริมการขาย โดยใช้ข้อมูลจำนวน 5,000 รายการ ผลการทดลองด้วยอัลกอริทึม Naïve Bayes พบว่า กลุ่มข้อความปกติมีค่า Precision (ความแม่นยำ) 0.94 Recall (ความระลึก) 0.84 และ F1-Score (ค่าความถ่วงดุล) 0.88 กลุ่มข้อความส่งเสริมการขายมีค่า Precision 0.57 Recall 0.81 และ F1-Score 0.67 และกลุ่มข้อความมิจฉาชีพมีค่า Precision 0.84 Recall 0.91 และ F1-Score 0.87 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่ดีของแบบจำลอง โดยเฉพาะในการตรวจจับข้อความมิจฉาชีพ นอกจากนี้ การประยุกต์ใช้เทคนิค SMOTE ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของแบบจำลอง โดยให้ค่าความถูกต้อง (Accuracy) สูงสุดร้อยละ 85.00 พร้อมทั้งให้ค่าความแม่นยำ ความระลึก และค่าความถ่วงดุลอยู่ในระดับดีเยี่ยม สรุปได้ว่าแนวทางดังกล่าวสามารถนำไปใช้ในการตรวจจับข้อความ SMS มิจฉาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
พีรพล ศรีบุญ
พรมนัส วรรณศรี
จีรวัตร ไร่เจริญ
วาสนา ด้วงเหมือน
สุรเทพ แป้นเกิด
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
3 1
12
18
-
ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และพัฒนาเซรั่มบำรุงผิวจากสารสกัดเมล็ดมะละกอ
https://li04.tci-thaijo.org/index.php/stjrmutk/article/view/10078
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ DPPH ของสารสกัดหยาบจากเมล็ดมะละกอสุก (เมล็ดสด และเมล็ดแห้ง) โดยใช้ตัวทำละลาย 3 ชนิด ได้แก่ น้ำ (W) กลีเซอรีน (G) และ โมโนโพรพิลีนไกลคอล (MP) ที่อัตราส่วนแตกต่างกัน 3 ระดับ คือ 1:10, 1:15, 1:20 (w/v) ด้วยเทคนิคอัลตราโซนิก (30 นาที) นำสารสกัดหยาบที่ได้ไปทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูล DPPH และวิเคราะห์ปริมาณฟีนอลิกรวม จากนั้นเตรียมเซรั่มพื้นฐาน (PS1) และเซรั่มที่มีส่วนผสมของสารสกัดหยาบเมล็ดมะละกอที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ดีที่สุดจำนวน 2 สูตร (PS2 และ PS3) ทดสอบความคงตัวของเซรั่ม และวัดค่าความเป็นกรด-ด่าง นำเซรั่มทั้ง 3 สูตร มาทดสอบการดูดซับเข้าสู่เม็ดมาสก์ที่ระยะเวลา 0, 1, 5, 10, 15 และ 20 นาที ผลการทดลองพบว่าสารสกัดหยาบจากเมล็ดมะละกอสดที่สกัดด้วยกลีเซอรีน (FS-G-10) อัตราส่วน 1:10 (w/v) มีฤทธิ์ต้านอนุมูล DPPH ดีที่สุด (EC<sub>50</sub> 0.685 กรัม/มิลลิลิตร) และมีปริมาณฟีนอลิกรวมมากที่สุด (121.94 ±0.189 mg GAE/100 g FW) ผลการศึกษาความคงตัวของเซรั่มพบว่าเซรั่มสูตร PS2 มีความคงตัวดีที่สุด และเซรั่มทั้ง 3 สูตรมีค่าความเป็นกรด-ด่างเท่ากับ 6 ผลของระยะเวลาที่เม็ดมาสก์ดูดซับเซรั่ม (PS1, PS2 และ PS3) พบว่าระยะเวลาที่เม็ดมาสก์ดูดซับเซรั่มได้สูงสุดคือ 20 นาที จากผลการวิจัยนี้พบว่าสารสกัดเมล็ดมะละกอสดสามารถนำมาใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผิว หรือนำเซรั่มไปประยุกต์ใช้คู่กับแผ่นมาสก์หน้าอัดเม็ด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบำรุงผิวให้ดียิ่งขึ้น</p>
วันทนา มงคลวิสุทธิ์
นภาภรณ์ หลำเล็ก
จุฑาทิพย์ ใบตานี
วิภา ทัพเชียงใหม่
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
3 1
19
29