วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ
https://li04.tci-thaijo.org/index.php/stjrmutk
<p><strong>วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ </strong></p> <p>(Journal of Science and Technology Rajamangala University of Technology Krungthep)</p> <p>ISSN 2392-5647 (Print) ISSN xxxx-xxxx (Online)</p> <p><strong>บรรณาธิการ</strong> ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ผิวพรรณ ประจันทน์ศรี</p> <p> </p> <p><strong>วัตถุประสงค์ในการพิมพ์</strong></p> <p>เพื่อเผยแพร่บทความวิชาการและบทความวิจัย ด้านวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ประยุกต์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สถาปัตยกรรมการออกแบบ เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเกษตร การบูรณาการความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีร่วมกับศาสตร์ต่าง ๆ ที่หลากหลาย รวมถึงวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารธุรกิจ หรือการศึกษา อีกทั้งเพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักคือ บุคลากรสายวิชาการและสายสนับสนุน นักวิจัย และนักศึกษา ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย</p> <p> </p>
Faculty of Science and Technology, Rajamagala University of Technology Krungthep
th-TH
วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ
2392-5647
-
การเปรียบเทียบแบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่องและโครงข่ายประสาทเทียมเชิงลึก สำหรับการพยากรณ์ดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
https://li04.tci-thaijo.org/index.php/stjrmutk/article/view/12422
<p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการพยากรณ์ดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) รายวัน ระหว่างแบบจำลองทางสถิติดั้งเดิม แบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) และแบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียมเชิงลึก (Deep Learning) รวมทั้งสิ้น 8 แบบจำลอง ได้แก่ Naive persistence, ARIMA, Random Forest, XGBoost และแบบจำลอง Long Short-Term Memory (LSTM) กับ Gated Recurrent Unit (GRU) ทั้งในรูปแบบถดถอย (regression) และรูปแบบจำแนกประเภท (classification) ข้อมูลที่ใช้เป็นราคาปิดรายวันของดัชนี SET Index ระหว่างวันที่ 4 มกราคม 2553 ถึง 17 กรกฎาคม 2569 รวม 3,945 วันทำการหลังการสร้างตัวแปรคุณลักษณะเชิงเทคนิค (technical indicators) จำนวน 19 ตัวแปร โดยแบ่งข้อมูลตามลำดับเวลาออกเป็นชุดฝึก (พ.ศ. 2553-2564) ชุดตรวจสอบ (พ.ศ. 2565-2566) และชุดทดสอบ (พ.ศ. 2567-2569) ผลการศึกษาพบว่า Random Forest ให้ความแม่นยำเชิงทิศทางสูงสุดที่ร้อยละ 51.8 รองลงมาคือ XGBoost ที่ร้อยละ 50.8 ขณะที่แบบจำลอง LSTM และ GRU ทั้งสี่รูปแบบให้ความแม่นยำเชิงทิศทางอยู่ในช่วงร้อยละ 48.2-49.8 ซึ่งต่ำกว่าหรือใกล้เคียงกับการสุ่มทายและแบบจำลอง naive persistence (ร้อยละ 49.7) โดยมีเพียง Random Forest และ XGBoost เท่านั้นที่ผ่านเกณฑ์เปรียบเทียบพื้นฐานร้อยละ 50 ในเชิงตัวเลข แม้การทดสอบทวินาม (binomial test) จะชี้ว่าความได้เปรียบดังกล่าวยังไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ก็ตาม ในด้านความคลาดเคลื่อนเชิงระดับราคา (RMSE, MAPE) แบบจำลองส่วนใหญ่ให้ค่าใกล้เคียงกันและใกล้เคียงกับ naive persistence ยกเว้น ARIMA ที่ให้ค่าคลาดเคลื่อนสูงกว่าอย่างชัดเจน ผลลัพธ์ดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดสมมติฐานตลาดที่มีประสิทธิภาพ (Efficient Market Hypothesis) และชี้ให้เห็นว่าความซับซ้อนของแบบจำลองไม่ได้รับประกันความแม่นยำในการพยากรณ์ที่สูงขึ้นเสมอไป ในเชิงปฏิบัติ ผลการศึกษาชี้แนะว่าแบบจำลองต้นไม้ตัดสินใจแบบรวมกลุ่มที่มีโครงสร้างไม่ซับซ้อนควรเป็นทางเลือกตั้งต้นสำหรับงานพยากรณ์ทิศทางดัชนี SET Index ก่อนพิจารณาลงทุนทรัพยากรเชิงคำนวณกับแบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียมเชิงลึกที่ซับซ้อนกว่า งานวิจัยนี้มีส่วนสนับสนุนองค์ความรู้โดยนำเสนอกระบวนการพยากรณ์ดัชนี SET Index แบบครบวงจรที่เปรียบเทียบแบบจำลองหลากหลายตระกูลภายใต้เงื่อนไขข้อมูลและการประเมินผลชุดเดียวกัน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งแวดวงวิชาการและผู้ปฏิบัติงานด้านการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย</p>
วิทวัส ขัดทาน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
3 2
1
17
-
การเปรียบเทียบปริมาณสารพฤกษเคมีและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดใบบัวบกและใบผักแว่นแก้ว
https://li04.tci-thaijo.org/index.php/stjrmutk/article/view/11211
<p>บัวบก (<em>Centella asiatica</em>) จัดเป็นพืชที่มีความสำคัญในทางการแพทย์ เนื่องจากสามารถบริโภคเพื่อป้องกันการเสื่อมถอยของระบบประสาท ลดระดับน้ำตาลในเลือด และอาจมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระและลดการอักเสบได้ อย่างไรก็ตามผู้บริโภคมักเกิดความสับสนระหว่างบัวบกกับผักแว่นแก้ว (<em>Hydrocotyle umbellata</em>) เนื่องจากพืชทั้งสองชนิดนี้มีลักษณะทางสัณฐานวิทยาคล้ายคลึงกัน งานวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบปริมาณสารประกอบฟีนอลิกรวม ฟลาโวนอยด์รวม และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดจากใบบัวบกและใบผักแว่นแก้ว ด้วยวิธี DPPH รวมถึงการประเมินประสิทธิภาพของตัวทำละลาย ได้แก่ เอทานอลและเมทานอล ในการสกัดสารพฤกษเคมีจากใบบัวบกและใบผักแว่นแก้ว ผลการศึกษาพบว่าใบบัวบกมีปริมาณสารประกอบฟีนอลิกรวมสูงกว่าใบผักแว่นแก้ว โดยเอทานอลเป็นตัวทำละลายที่ให้ปริมาณสารประกอบฟีนอลิกสูงกว่าเมทานอล และใบบัวบกที่สกัดด้วยเอทานอลให้ปริมาณสารประกอบฟีนอลิกสูงที่สุด เท่ากับ 930.50 mg GAE/ g extract ในขณะที่ใบบัวบกที่สกัดด้วยเมทานอลมีปริมาณสารประกอบฟลาโวนอยด์รวมเท่ากับ 1,060.13 mg QE/ g extract ซึ่งสูงกว่าสารสกัดใบบัวบกที่สกัดด้วยเอทานอล แต่สารสกัดเอทานอลและเมทานอลของใบผักแว่นแก้วให้ปริมาณสารประกอบฟลาโวนอยด์รวมใกล้เคียงกัน และผลการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของตัวทำละลายพบว่าเมทานอลเหมาะสมต่อการสกัดสารประกอบฟลาโวนอยด์มากกว่าเอทานอล เมื่อพิจารณาความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH พบว่าใบบัวบกมีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าใบผักแว่นแก้ว ในขณะที่การสกัดด้วยเมทานอลให้ประสิทธิภาพการสกัดสารต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าการสกัดด้วยเอทานอล และใบบัวบกที่สกัดด้วยเมทานอลมีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระสูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่น โดยมีค่า IC<sub>50</sub> เท่ากับ 15.74 µg/mL งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการแสดงให้เห็นความสำคัญในการจำแนกและเลือกใช้พืชให้ถูกชนิด รวมถึงการเลือกใช้ตัวทำละลายให้เหมาะสม ซึ่งอาจส่งผลต่อปริมาณสารพฤกษเคมีและฤทธิ์ทางชีวภาพที่เป็นประโยชน์ เพื่อก่อให้เกิดประสิทธิผลต่อผู้บริโภคสูงสุด</p>
อรรถชัย ตรันเจริญ
ประนัดฎา พิมสี
นิชธิมา วารินทิพย์
ดวงสุรีย์ แสนสีระ
ณัฐณิชา บุญเรือง
มนัญชยา กาละพัฒน์
กาญจนา ประจวบสุข
ภัทราพร ภาโนมัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
3 2
18
28
-
การพัฒนาและประเมินคุณภาพผลิตภัณฑ์ต้นแบบจากข้าวสีอินทรีย์เพื่อการพาณิชย์
https://li04.tci-thaijo.org/index.php/stjrmutk/article/view/12565
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินคุณภาพผลิตภัณฑ์ต้นแบบจากข้าวสีอินทรีย์สำหรับการประยุกต์ใช้เชิงพาณิชย์ ได้แก่ โจ๊กข้าวสีอินทรีย์กึ่งสำเร็จรูป เครื่องดื่มผงชงจากข้าวสีอินทรีย์ และเซรั่มบำรุงผมจากสารสกัดข้าวสีอินทรีย์ โดยศึกษาข้าวสีอินทรีย์ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ ข้าวหอมเวสสันตะระ ข้าวเจ้าหอมดำสูตะบุตร ข้าวทับทิมชุมแพ และข้าวสังข์หยด สำหรับผลิตภัณฑ์โจ๊กกำหนดวัตถุดิบรองในสัดส่วนเดียวกันทุกสูตร โดยแปรผันเฉพาะสายพันธุ์ข้าว และประเมินคุณภาพทางกายภาพ เคมี คุณสมบัติทางชีวภาพ และการยอมรับทางประสาทสัมผัสของผู้บริโภค ผลการศึกษาพบว่า อัตราส่วนข้าวสีต่อน้ำที่เหมาะสมสำหรับการผลิตโจ๊กเท่ากับ 1:11 และสภาวะการทำแห้งด้วยลูกกลิ้งที่อุณหภูมิ 130–140 องศาเซลเซียส ความเร็วรอบ 1 รอบต่อนาที ผลิตภัณฑ์โจ๊กมีค่าความสว่าง (L*) 48.27–53.46 ค่าความหนืด 412.58–542.54 cP ค่า pH 7.26–7.65 ความชื้นร้อยละ 3.12–3.41 และค่า aw 0.36–0.38 ด้านคุณสมบัติทางชีวภาพ พบว่าโจ๊กจากข้าวเจ้าหอมดำสูตะบุตรมีค่าความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH สูงที่สุดเท่ากับ 104.32 ± 0.70 ขณะที่โจ๊กจากข้าวหอมเวสสันตะระมีปริมาณแอนโทไซยานินทั้งหมดและสารประกอบฟีนอลิกรวมสูงที่สุด เท่ากับ 37.51 ± 0.45 mg CGE/100 กรัม และ 120.32 ± 1.10 mg GAE/g dw ตามลำดับ การประเมินทางประสาทสัมผัสด้วย 9-point Hedonic Scale จากผู้บริโภค 50 คน พบว่าคะแนนความชอบโดยรวมอยู่ในช่วง 5.40–6.36 คะแนน โดยโจ๊กจากข้าวเจ้าหอมดำสูตะบุตรได้รับคะแนนความชอบโดยรวมสูงที่สุด 6.36 คะแนน รองลงมาคือข้าวทับทิมชุมแพ (6.05) ข้าวสังข์หยด (6.00) และข้าวหอมเวสสันตะระ (5.40) สำหรับเครื่องดื่มผงชงจากข้าวสีอินทรีย์ สูตรอัตราส่วนข้าวสีอินทรีย์ต่อสารสกัด 85:15 ให้ปริมาณแอนโทไซยานิน 14.50 mg/L และความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH ร้อยละ 85.09 และการเติมมอลโทเด็กซ์ทรินร้อยละ 5 ให้ผลด้านการคงปริมาณแอนโทไซยานินและความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระหลังการทำแห้งแบบพ่นฝอยในระดับสูง ส่วนเซรั่มบำรุงผมจากสารสกัดข้าวสีอินทรีย์มีค่า pH ประมาณ 5.00 มีความคงตัวทางกายภาพ ไม่แยกชั้น มีปริมาณจุลินทรีย์อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด และได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคร้อยละ 96 ผลการศึกษาสะท้อนถึงความเป็นไปได้ในการนำข้าวสีอินทรีย์มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่มีรูปแบบการใช้ประโยชน์หลากหลาย และเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการปรับปรุงผลิตภัณฑ์และศึกษาความพร้อมสำหรับการประยุกต์ใช้เชิงพาณิชย์ต่อไป</p>
นงคราญ มหาวัง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
3 2
29
40
-
การศึกษาคุณภาพทางเท้าและสภาพแวดล้อมการเดินเท้าบริเวณท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง กรุงเทพมหานคร
https://li04.tci-thaijo.org/index.php/stjrmutk/article/view/11798
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพทางเท้าและสภาพแวดล้อมการเดินเท้าบริเวณท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง กรุงเทพมหานคร โดยประเมินด้านความปลอดภัย ความต่อเนื่องของเส้นทาง สิ่งอำนวยความสะดวก และสิ่งกีดขวาง พร้อมเปรียบเทียบคุณภาพทางเท้าในพื้นที่ศึกษา การวิจัยใช้วิธีสำรวจภาคสนามใน 7 บริเวณศึกษา ซึ่งครอบคลุมเส้นทางเดินเท้าระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร โดยดำเนินการสำรวจในช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2568 เก็บข้อมูลลักษณะทางกายภาพของทางเท้า ได้แก่ ความกว้าง สภาพพื้นผิว ความต่างระดับ ความลาดเอียง แสงสว่าง สิ่งอำนวยความสะดวก และสิ่งกีดขวาง แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์เปรียบเทียบคุณภาพทางเท้าในแต่ละบริเวณศึกษา ผลการศึกษาพบว่า คุณภาพทางเท้าและสภาพแวดล้อมการเดินเท้าในแต่ละบริเวณมีความแตกต่างกัน โดยความกว้างของทางเท้าอยู่ระหว่าง 0.81–2.49 เมตร และมีเพียง 2 บริเวณที่มีความกว้างเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานของกรุงเทพมหานครที่กำหนดไว้ไม่น้อยกว่า 1.50 เมตร ข้อจำกัดที่พบส่วนใหญ่ ได้แก่ ความกว้างของทางเท้าไม่เพียงพอ ความไม่ต่อเนื่องของแนวทางเดิน การขาดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการ และการมีสิ่งกีดขวาง เช่น เสาไฟฟ้า ป้ายจราจร ต้นไม้ และสายไฟ ซึ่งส่งผลต่อความสะดวกและความปลอดภัยของผู้เดินเท้า ผลการศึกษาสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการปรับปรุงทางเท้า โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มความต่อเนื่องของแนวทางเดิน การลดสิ่งกีดขวาง และการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกให้รองรับผู้ใช้งานทุกกลุ่ม เพื่อส่งเสริมการเดินเท้าและการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะอย่างปลอดภัย</p>
สุภาพร มานะจิตประเสริฐ
อรสา รัตนสินชัยบุญ
อรุณรัตน์ รอดอาตม์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
3 2
41
50