วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ
https://li04.tci-thaijo.org/index.php/stjrmutk
<p><strong>วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ </strong></p> <p>(Journal of Science and Technology Rajamangala University of Technology Krungthep)</p> <p>ISSN 2392-5647 (Print) ISSN xxxx-xxxx (Online)</p> <p>บรรณาธิการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ผิวพรรณ ประจันทน์ศรี</p> <p> </p> <p>วัตถุประสงค์ในการพิมพ์</p> <p>เพื่อเผยแพร่บทความวิชาการและบทความวิจัย ด้านวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ประยุกต์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สถาปัตยกรรมการออกแบบ เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเกษตร การบูรณาการความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีร่วมกับศาสตร์ต่าง ๆ ที่หลากหลาย รวมถึงวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารธุรกิจ หรือการศึกษา อีกทั้งเพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักคือ บุคลากรสายวิชาการและสายสนับสนุน นักวิจัย และนักศึกษา ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย</p> <p> </p>
Faculty of Science and Technology, Rajamagala University of Technology Krungthep
th-TH
วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ
2392-5647
-
การศึกษาสภาวะที่เหมาะสมในการผลิตผงประกายมุกจากเปลือกหอยแมลงภู่เพื่อผสมหมึกพิมพ์
https://li04.tci-thaijo.org/index.php/stjrmutk/article/view/8383
<p>โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาวะที่เหมาะสมในการผลิตผงประกายมุกจากเปลือกหอยแมลงภู่ในการผสมหมึกพิมพ์ การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงทดลอง โดยนำเปลือกหอยแมลงภู่เหลือทิ้งแบบคละขนาด นำมาเปลี่ยนโครงสร้างของเปลือกหอยแมลงภู่และปรับสภาวะที่เหมาะสมในการบดละเอียด และนำไปผสมกับมีเดียมหมึกพิมพ์ และทดสอบการมองเห็นความแวววาวจากกลุ่มตัวอย่าง จากการศึกษาพบว่า เมื่อนำเปลือกหอยแมลงภู่ไปแช่โพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ ความเข้มข้น 10 เปอร์เซ็นต์ ระยะเวลาการแช่ที่เหมาะสมต่อการเปลี่ยนสภาพเปลือกหอยแมลงภู่ คือ 6 วัน และนำไปอบด้วยเครื่องอบที่อุณหภูมิ 250 องศาเซลเซียส ใช้ระยะเวลา 60 นาที ตามลำดับ เมื่อนำเปลือกหอยแมลงภู่บดด้วยโกร่งและวิเคราะห์ขนาดผงประกายมุก พบว่า ผงประกายมุกมีขนาดระหว่าง 8.246 – 58.078 ไมโครเมตร โดยพบผงประกายมุกขนาด 16.81 ไมโครเมตร มากที่สุด เมื่อนำผงประกายมุกไปทดลองผสมกับมีเดียมหมึกพิมพ์ 3 ประเภท คือ มีเดียมหมึกพิมพ์กราเวียร์ (A) มีเดียมหมึกพิมพ์สกรีน (B) และมีเดียมหมึกพิมพ์ออฟเซต (C) แปรผันอัตราส่วนผสมระหว่างมีเดียมกับผงประกายมุกจากเปลือกหอย จำนวน 5 อัตราส่วน พบว่า มีเดียมหมึกพิมพ์สกรีนต่อผงประกายมุก (B1) อัตราส่วน 10:2 มีคุณสมบัติด้านการพิมพ์เหมาะสมที่สุดและ ทดสอบด้านการมองเห็นความแวววาวจากกลุ่มตัวอย่าง หมึกพิมพ์ผสมผงประกายมุกจากเปลือกหอยแมลงภู่ด้วยแสงธรรมชาติ สูตรผสม A3 B1 และ B2 มีผลการประเมินความสามารถมองเห็นความแวววาวอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.10 4.10 และ 3.90 ตามลำดับ</p>
จิรสิน จักรวิเชียร
ปุณยาพร ฆ้องณรงค์
ฤทธิเดช ทองอินทร์
ปฏิพากย์ ปุ่นอุดม
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
2 3
12
19
-
การผลิตผงสีจากมันม่วงเพื่อใช้ในงานพิมพ์สกรีน
https://li04.tci-thaijo.org/index.php/stjrmutk/article/view/8309
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาการผลิตผงสีจากมันม่วงเพื่อนำมาใช้ในงานพิมพ์สกรีนโดยกระบวนการสกัดผงสีเบื้องต้น คือ การนำมันม่วงมาสกัดด้วยเอทิลแอลกอฮอล์ แล้วนำสารสกัดสีของมันม่วงที่ได้มาเติมมอลโตเดกซ์ตรินเพื่อช่วยในการดูดซับสีแล้วทำให้แห้ง จากนั้นนำไปบดให้เป็นผงแล้วนำไปร่อนผ่านตะแกรง เบอร์ 400 เมช ทดลองหาอัตราส่วนของหมึกพิมพ์สกรีนระหว่าง ผงสีมันม่วงและมีเดียม ทั้งหมด 5 อัตราส่วน ทดลองพิมพ์สกรีนลงบนวัสดุผ้าดิบสีขาว นำผ้าที่พิมพ์ไปวัดค่าสี CIEL*a*b* เพื่อหาค่าความแตกต่างสี ผลการทดลองพบว่า อัตราส่วนผงสีมันม่วง : มีเดียม ที่อัตราส่วน 40 : 60 ให้สีพิมพ์ที่ดีที่สุด จากนั้นนำสิ่งพิมพ์ไปทดสอบความคงทนของสีต่อการขัดถูแบบแห้งและแบบเปียก และทดสอบความคงทนของสีต่อการซัก โดยผลการทดสอบความคงทนของสีต่อการขัดถูแบบแห้ง พบว่า การตกสีอยู่ที่ระดับสีตกเล็กน้อยถึงไม่มีการตกของสี การทดสอบความคงทนของสีต่อการขัดถูแบบเปียก พบว่า การตกสีอยู่ที่ระดับสีตกเล็กน้อย และการทดสอบความคงทนของสีต่อการซัก พบว่า สีมีการเปลี่ยนจากเดิมอยู่ที่ระดับสีเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ดังนั้นจึงสามารถสรุปได้ว่า มันม่วงสามารถนำมาผลิตเป็นผงสีที่ให้สีม่วงเมื่อนำมาผสมกับมีเดียม สามารถนำมาใช้เป็นหมึกพิมพ์สกรีนได้</p>
เนตรปรียา ทองไพบูลย์
ปทุมรัตน์ อุดมรัตนกุล
สุรวิทย์ นันทการัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
2 3
20
26
-
อิทธิพลของปุ๋ยต่อการเจริญเติบโตและคุณภาพผลของจำปาดะ
https://li04.tci-thaijo.org/index.php/stjrmutk/article/view/6217
<p>การทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของปุ๋ยต่อการเจริญเติบโตและคุณภาพผลของจำปาดะ ทำการทดลอง ณ สวนจำปาดะของเกษตรกร ตำบลลานสกา อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2566 ถึงเดือนกันยายน 2567 วางแผนการทดลองแบบ Completely Randomized Design (CRD) ใช้ต้นจำปาดะจำนวน 25 ต้นประกอบด้วย 5 สิ่งทดลอง ๆ ละ 5 ต้น ทำการใส่ปุ๋ย 2 ช่วง ดังนี้ ช่วงที่ 1 การใส่ปุ๋ยบำรุงต้นเพื่อการเจริญเติบโตของลำต้นและใบ โดยกำหนดสิ่งทดลองดังนี้ สิ่งทดลองที่ 1 ไม่ใส่ปุ๋ย (ชุดควบคุม) สิ่งทดลองที่ 2 ใส่ปุ๋ย 21-0-0 อัตรา 1 กิโลกรัมต่อต้น สิ่งทดลองที่ 3 ใส่ปุ๋ย 15-0-0 อัตรา 1 กิโลกรัมต่อต้น สิ่งทดลองที่ 4 ใส่ปุ๋ย 46-0-0 อัตรา 1 กิโลกรัมต่อต้น และสิ่งทดลองที่ 5 ใส่ปุ๋ย 11-0-0 อัตรา 1 กิโลกรัมต่อต้น ผลการทดลองพบว่า ปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 1 กิโลกรัมต่อต้น ส่งผลให้ต้นจำปาดะมีเปอร์เซ็นต์การยอดใหม่มากที่สุด ช่วงที่ 2 การใส่ปุ๋ยเพื่อส่งเสริมการออกดอก การสะสมอาหารและชักนำการเกิดดอก เพื่อการพัฒนาผลและคุณภาพผลผลิต โดยใส่ปุ๋ย 8-24-24 ในอัตราส่วนที่แตกต่างกัน กำหนดสิ่งทดลองดังนี้คือ สิ่งทดลองที่ 1 ไม่ใส่ปุ๋ย (ชุดควบคุม), สิ่งทดลองที่ 2 ใส่ปุ๋ยอัตรา 1 กิโลกรัมต่อต้น, สิ่งทดลองที่ 3 ใส่ปุ๋ยอัตรา 2 กิโลกรัมต่อต้น, สิ่งทดลองที่ 4 ใส่ปุ๋ยอัตรา 3 กิโลกรัมต่อต้น และสิ่งทดลองที่ 5 ใส่ปุ๋ยอัตรา 4 กิโลกรัมต่อต้น ผลการทดลอง พบว่าปุ๋ยสูตร 8-24-24 ที่ใส่ในอัตรา 4 กิโลกรัมต่อต้น มีผลต่อการพัฒนาของผล คุณภาพของผลดีที่สุด ในด้านเส้นรอบวง ความยาวผล น้ำหนักผล น้ำหนักเนื้อผล น้ำหนักใส้ ความหนาเปลือก และความหวานของเนื้อ</p>
สุวรรณษา ชูเชิด
สุรศักดิ์ ชูทอง
กัลวรีธ์ กรดนวล
พรพินิต เพ็ชร์ลูก
วัฒนา ณ นคร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
2 3
27
36
-
ปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมประจำวัน ของนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ
https://li04.tci-thaijo.org/index.php/stjrmutk/article/view/5364
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงกิจกรรมประจำวันของนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบและเพื่อคำนวณปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมประจำวันของนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ กลุ่มตัวอย่างอาสาสมัครที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ จำนวนทั้งสิ้น 304 คน โดยใช้วิธีสุ่มแบบบังเอิญ จากจำนวนประชากร 810 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในงานวิจัย สอบถามถึงกิจกรรมต่าง ๆ ของนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบที่จะส่งผลต่อการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผลการศึกษาพบว่า 1) กิจกรรมประจำวันของนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ ที่สอดคล้องกับความต้องการของข้อมูลที่จะนำมาคำนวณปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก พบว่า ส่วนใหญ่เกิดจากกิจกรรมการปรุงอาหาร คิดเป็นร้อยละ 65.06 รองลงมาคือกิจกรรมการเดินทาง การใช้ทรัพยากรวัสดุในการเรียนการสอน และการใช้พลังงานไฟฟ้าและประปา คิดเป็นร้อยละ 26.31, 6.89, 1.74 ตามลำดับ 2) ปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมประจำวันของนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ โดยรวมเท่ากับ 1,900.76 tCO<sub>2</sub>e/ปี หรือ มีค่าเฉลี่ย 6.25 tCO<sub>2</sub>e/คน/ปี</p>
เกริกรัฐ ตั้งวงษ์อุทัย
โชคดี ศรีสมบัติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
2 3
37
44
-
บทบาทของ AI ในการออกแบบและการก่อสร้างงานสถาปัตยกรรม
https://li04.tci-thaijo.org/index.php/stjrmutk/article/view/4797
<p>บทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการออกแบบและการก่อสร้างสถาปัตยกรรมสมัยใหม่เป็นประเด็นที่มีความท้าทายและน่าสนใจอย่างยิ่งในปัจจุบัน ด้วยศักยภาพในการเรียนรู้และประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) อย่างเป็นระบบ AI ได้เข้ามามีส่วนสำคัญในการสร้างแบบจำลองสามมิติที่แม่นยำและการจำลองเสมือนจริง เพื่อทดสอบความเป็นไปได้ของการออกแบบก่อนการก่อสร้างจริง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงและความผิดพลาดในการทำงาน อีกทั้ง AI ยังช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจากแหล่งต่างๆ เพื่อปรับปรุงกระบวนการออกแบบให้มีความเหมาะสมและยั่งยืนมากขึ้น การประยุกต์ใช้ AI ในงานสถาปัตยกรรมไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการออกแบบและก่อสร้างเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมการสร้างสรรค์รูปแบบการออกแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) เพื่อสำรวจทางเลือกใหม่ๆ นอกจากนี้ AI ยังมีบทบาทสำคัญในการออกแบบโครงสร้างที่สามารถตอบสนองต่อภัยพิบัติ และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงซ้อนเพื่อค้นหาความสัมพันธ์และแบบแผนที่ไม่สามารถตรวจพบได้ง่ายด้วยวิธีการวิเคราะห์แบบดั้งเดิม บทความนี้มุ่งเน้นการทบทวนและวิเคราะห์บทบาทของ AI ในมิติสำคัญต่างๆ ของงานสถาปัตยกรรม และเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานและแรงบันดาลใจในการศึกษาต่อยอดในอนาคต</p>
อลงกรณ์ ถนิมกาญจน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-29
2025-12-29
2 3
1
11