ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคหัวใจ แผนกผู้ป่วยนอก ศูนย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลนครปฐม
คำสำคัญ:
ผู้ป่วยโรคหัวใจ, ความเชื่อด้านสุขภาพ, การสนับสนุนทางสังคม, พฤติกรรมการดูแลตนเองบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคหัวใจ 2) เปรียบเทียบพฤติกรรมการดูแลตนเองผู้ป่วยโรคหัวใจ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระยะเวลาที่ป่วยเป็นโรค โรคประจำตัวร่วม และ 3) ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคหัวใจ ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับโรคหัวใจและการดูแลตนเอง ความเชื่อด้านสุขภาพ การสนับสนุนทางสังคม กลุ่มตัวอย่างกำหนดขนาดจากตารางเครจซี่มอร์แกนได้จำนวน 196 คน สุ่มตัวอย่างด้วยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามประกอบด้วย 5 ส่วน ได้แก่ ปัจจัยส่วนบุคคล ความรู้เกี่ยวกับโรคหัวใจและการดูแลตนเอง ความเชื่อด้านสุขภาพ การสนับสนุนทางสังคม พฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคหัวใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การทดสอบความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ
ผลการวิจัยพบว่าความรู้เกี่ยวกับโรคหัวใจและการดูแลตนเองอยู่ในระดับสูง ( =8.204, SD.=1.132 ความเชื่อด้านสุขภาพอยู่ในระดับสูง (
= 4.177, SD =0.157) การสนับสนุนทางสังคม อยู่ในระดับสูง (
= 3.942, SD = 0.171) พฤติกรรมการดูแลตนเองผู้ป่วยโรคหัวใจ อยู่ในระดับดี (
= 4.012 , SD = 0.1556) การวิเคราะห์เปรียบเทียบพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคหัวใจ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่าผู้ป่วยโรคหัวใจที่มีอายุ และระยะเวลาที่ป่วยเป็นโรคต่างกัน มีพฤติกรรมการดูแลตนเองแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ0.05 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคหัวใจ ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับโรคหัวใจและการดูแลตนเอง การสนับสนุนทางสังคม สามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจได้ร้อยละ 23.00
เอกสารอ้างอิง
กรมควบคุมโรค.(2561). สถานการณ์โรคหลอดเลือดหัวใจ.กรุงเทพฯ: กลุ่มพัฒนาระบบเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาโรคไม่ติดต่อกองระบาดวิทยากระทรวงสาธารณสุข.นนทบุรี: กระทรวงสาธารณสุข.
กรมควบคุมโรค (2567). สถานการณ์โรคหลอดเลือดหัวใจ.สืบค้น เมื่อ19 ตุลาคม 2567, https://ddc.moph.go.th/doe/forecast_detail.php?publish=9634&deptcode=doe
จักรพันธ์ เพ็ชรภูมิ. (2560). พฤติกรรมสุขภาพ: แนวคิดทฤษฎีและการประยุกต์ใช้. พิษณุโลก: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยนเรศวร.
ชญานี สุวรรณสา. (2567). ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการจัดการด้วยตนเองของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดหัวใจ. (วิทยานิพนธ์ปริญญาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลผู้สูงอายุ). มหาวิทยาลัยบูรพา,ชลบุรี.
ชวิศา แก้วอนันต์. (2561). โภชนาการสำหรับผู้สูงอายุ. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์น เอเชียฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 12(2), 136-148.
ทรัพย์ทวี หิรัญเกิด. (2564). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจที่มารับบริการโรงพยาบาลแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ.วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ, 39(2), 97-106.
ผ่องพรรณ อรุณแสง. (2556). การพยาบาลผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด.ขอนแก่น:คลังนานาวิทยา
พรรณพัชร สกุลทรงเดช. (2564). ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพกับพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดหัวใจ.(วิทยานิพนธ์ปริญญาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลผู้สูงอายุ).มหาวิทยาลัยบูรพา, ชลบุรี.
พนารัตน์ศรีฉายา และคณะ. (2561). ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ. วารสารแพทย์นาวี, 45(3) , 385-400.
ภรปภา จันทร์ศรีทองและทัศนา ชูวรรธนะปกรณ์. (2561). ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้สูงอายุกลุ่มอาการโรคหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลัน. วารสารพยาบาลศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 30(2), 81-95.
มาลี คำคง และคณะ.(2567).การพัฒนารูปแบบการสร้างเสริมสุขภาพเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจของตำรวจภูธรในจังหวัดหนึ่งของภาคใต้. วารสารการพยาบาลและการศึกษา สถาบันพระบรมราชนก, 17(2) , 25-38.
ลภัสรดา นาชัย .(2565).ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ.วารสารสภาการพยาบาล, 37(3) , 93-107.
สริสสา แรงกล้า. (2561).คลินิกฟื้นฟูหัวใจ : เอกสารให้ความรู้ในการดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจฝ่ายเวชศาสตร์ฟื้นฟูโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์.กรุงเทพมหานคร :โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์.
สุรพันธ์สิทธิสุข.(2557). แนวทางเวชปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดในประเทศไทยฉบับปรับปรุง ปี2557.กรุงเทพฯ : สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์.
เอกพลพลเดช เดชแก้ว, นิภาวรรณ สามารถกิจ, และเขมารดี มาสิงบุญ. (2564). ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้สมรรถนะแห่งตน ความเครียดในการดำเนินชีวิต และการสนับสนุนทางสังคมกับพฤติกรรมสุขภาพในผู้ใหญ่ที่มีภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันภายหลังการได้รับการขยายหลอดเลือดหัวใจ. วารสารคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, 29(2) , 71-80.
Best ,J.W.(1981).Research in Education 4 th ed. New Jersy : Pretice Hall Inc.
Orem, DE. (1995). Nursing Concerts of practec (1 St ed). St Louis : Mosby Year Book.
Krejcie, R. V., & Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3) , 607–610.
Rosenstock, I. M. (1974). Historical origins of the health belief model. Health Education Monographs. 2(4), 328-335.
Rosenstock, I. M., Strecher, V. J., & Becker, M. H. (1988). Social learning theory and the health belief model. Health Education Quarterly, 15(2), 175-83.
World Health Organization [WHO]. (2016). World health statistics 2016: monitoring health for the SDGs sustainable development goals.