หลักการยศาสตร์เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรในโรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลเอกชน

ผู้แต่ง

  • ธนากร แสงเขตต์ สาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารทางธุรกิจ คณะวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี 22170
  • นัทชา พรือโป๊ะ สาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารทางธุรกิจ คณะวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี 22170
  • ฐิติชนม์ แตงเหลือง สาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารทางธุรกิจ คณะวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี 22170
  • ธนนท์รัฐ นาคทั่ง สาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารทางธุรกิจ คณะวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี 22170

คำสำคัญ:

การยศาสตร์, ประสิทธิภาพการทำงาน, บุคลากรทางการแพทย์, โรงพยาบาลรัฐและเอกชน

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการประยุกต์ใช้หลักการยศาสตร์ในโรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลเอกชน และ 2) วิเคราะห์ผลกระทบของการยศาสตร์ต่อสุขภาพบุคลากรและการจัดสภาพแวดล้อมการทำงาน การวิจัยรวบรวมและวิเคราะห์เอกสารทุติยภูมิที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวม 16 บทความ (ค.ศ. 2014–2025) ภายใต้กรอบ P–T–E (Person–Task–Environment) Fit ประกอบกับการอ้างอิงเครื่องมือประเมินความเสี่ยงทางด้านการยศาสตร์ตามมาตรฐาน ได้แก่ Nordic Musculoskeletal Questionnaire (NMQ), Rapid Entire Body Assessment (REBA), Rapid Upper Limp Assessment (RULA) และ Rapid Office Strain Assessment (ROSA) และประเมินคุณภาพเอกสารด้วยเกณฑ์ Joanna Briggs Institute (JBI) และ Critical Appraisal Skills Programme (CASP) และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธี Content Analysis  ผลการวิจัยพบว่า บุคลากรในโรงพยาบาลทั้งสองประเภทเผชิญความเสี่ยงจากท่าทาง งานยกเคลื่อนย้าย และสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม โดยฝั่งบุคลากรในโรงพยาบาลรัฐมักเผชิญภาระทางกายภาพสูงและข้อจำกัดทรัพยากร และในส่วนฝั่งบุคลากรในโรงพยาบาลเอกชนพบความเสี่ยงจากโรคระบบกล้ามเนื้อและกระดูก (MSDs) และอาการออฟฟิศซินโดรม (office syndrome) จากการนั่งทำงานและการตั้งค่าสภาพแวดล้อมในการทำงานไม่พอดี ข้อค้นพบยืนยันว่าการแก้ปัญหาต้องเป็นแบบบูรณาการ เชื่อม “คน–งาน–สภาพแวดล้อม” พร้อมมาตรการระดับองค์กร แผนก และบุคคล เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานและความปลอดภัยของผู้ป่วยอย่างยั่งยืน

เอกสารอ้างอิง

กาญจนา ปัญญาดี. (2561). การประเมินผลของอุปกรณ์ช่วยเคลื่อนย้ายผู้ป่วยในการลดความเสี่ยงของกล้ามเนื้อและกระดูกในผู้ช่วยพยาบาลของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน จังหวัดชลบุรี [วิทยานิพนธ์ปริญญาโทที่ไม่มีการตีพิมพ์] มหาวิทยาลัยบูรพา.

คุณาวุฒิ วรรณจักร, พิมลพรรณ ทวีการ, วิราศิณี ศรีจันโท, และสุดารัตน์ บุญพิทักษ์ (2567). ผลของการใช้นวัตกรรมที่รองแขนเก้าอี้ต่อความเสี่ยงทางการยศาสตร์และความไม่สุขสบายร่างกายขณะใช้งานคอมพิวเตอร์. วารสารวิจัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น (ฉบับบัณฑิตศึกษา), 24(4), 51-60.

ชนัญญา พานิคม, และสุนิสา ชายเกลี้ยง. (2566). การประเมินความเสี่ยงต่อความผิดปกติทางระบบโครงร่างและจากการทำงานของบุคลากรในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง. วารสารความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม, 32(1), 22-29.

ชีวรัตน์ ปราสาร. (2564). ความชุกและปัจจัยทางการยศาสตร์ที่สัมพันธ์กับอาการผิดปกติระบบกล้ามเนื้อและโครงกระดูกที่เกิดขึ้นเนื่องจากการทำงานกลุ่มผู้ใหญ่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาล. วารสารสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, 51(2), 149- 158.

ณรา เหล่าวาณิชย์. (2564). การประยุกต์ใช้หลักการยศาสตร์แบบมีส่วนร่วมในการปรับปรุงสภาพงานเพื่อลดความเสี่ยงของไหล่ในกลุ่มพนักงานสายสนับสนุนของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี (วิทยานิพนธ์ปริญญาโทที่ไม่มีการตีพิมพ์). มหาวิทยาลัยบูรพา.

ณัฐธิดา ใจหาญ, สุภาพร กลัดนิล, ปณิธาน กระสังข์, และจีระศักดิ์ ทัพผา (2568). ความสัมพันธ์ระหว่างความเสี่ยงจากการทำงานกับการปฏิบัติด้านการยศาสตร์ในการทำงานของบุคลากรแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลปทุมธานี. วารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี, 14(1), 76-84.

เนตรชนก เจริญสุข. (2557). การยืนและนั่ง..แบบการยศาสตร์. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(Online), 7(1), 11–15.

วิภาดา คงทรง, วรพจน์ พรหมสัตพรต, และนภชา สิงห์วีรธรรม (2564) การปรับปรุงสภาพงานโดยประยุกต์ใช้หลักการยศาสตร์ ในบุคลากรสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม. วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน, 7(4), 167-180.

คณะทำงานการจัดทำคู่มือการปรับปรุงการปฏิบัติงานยกและเคลื่อนย้ายวัสดุด้วยแรงกายตามหลักการยศาสตร์ (2562) คู่มือการปรับปรุงการปฏิบัติงานยกและเคลื่อนย้ายวัสดุด้วยแรงกายตามหลักการยศาสตร์. https://www.tosh.or.th/index.php/media-relations/e- book/item/download/516_ccc0bb64dd52c931704bfd82b00bec58

คณะทำงานจัดทำคู่มือการประเมินคสามเสี่ยงและปรับปรุงท่าทางปฏิบัติงานคอมพิวเตอร์ตามหลักการยศาสตร์ (2566) คู่มือการประเมินความเสี่ยงและปรับปรุงท่าทางปฏิบัติงานคอมพิวเตอร์ตามหลักการยศาสตร์ https://www.tosh.or.th/e-book/Ergonomic-Risk-Computer/mobile/index.html#p=1

สุขวรรณ ชุติวัตรพงศธร, และสุนิสา ชายเกลี้ยง. (2558). การประเมินความเสี่ยงและปัจจัยเสี่ยงทางการยศาสตร์ของเจ้าหน้าที่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดหนองคาย. วารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น , 8(3), 64–72.

อุษา เทวารัตติกาล (2568) การจัดสภาพแวดล้อมในองค์กรที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของบุคลากรโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม. สักทอง : วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, 31(3), 95-105.

ฤทธิ์ติกร สมปาน, อรวรรณ กีรติโรจน์, และฤดีรัตน์ มหาบุญปีติ. (2563). เทคโนโลยีการออกแบบจำลองเสมือนจริงสำหรับการประเมินด้านการยศาสตร์. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Online), 14(3),12–17.

Aromataris, E., & Munn, Z. (Eds.). (2020). JBI Manual for Evidence Synthesis. JBI. https://doi.org/10.46658/JBIMES-20-01

Bridger, R. S. (2008). Introduction to Ergonomics (3rd ed.). CRC Press. https://doi.org/10.1201/9781439894927

Carayon, P., Schoofs Hundt, A., Karsh, B.-T., Gurses, A. P., Alvarado, C. J., Smith, M., & Flatley Brennan, P. (2006). Work system design for

patient safety: The SEIPS model. Quality & Safety in Health Care, 15(Suppl 1), i50–i58. https://doi.org/10.1136/qshc.2005.015842

Chaffin, D. B., Andersson, G. B. J., & Martin, B. J. (2006). Occupational Biomechanics (4th ed.).Wiley-Interscience. https://books.google.co.th/books?id=r0HWDwAAQBAJ&pg=PA4&source=gbs_selected_pages&cad=1#v=onepage&q&f=false

Critical Appraisal Skills Programme (CASP). (2018). CASP Checklists. Oxford: CASP. https://casp-uk.net/casp-tools-checklists

European Agency for Safety and Health at Work (EU-OSHA). (2020). Work-related musculoskeletal disorders: Prevalence, costs and demographics in the EU. Bilbao: EU-OSHA. https://osha.europa.eu/en/publications

Grandjean, E. (1988). Fitting the Task to the Man (4th ed.). Taylor & Francis. https://archive.org/details/fittingtasktoman0000gran/page/n9/mode/2up

Haines, H., Wilson, J. R., Vink, P., & Koningsveld, E. (2002). Validating a framework for participatory ergonomics (the PEF). Applied Ergonomics, 33(6), 567–587. https://publications.tno.nl/publication/34620530/fWvLDQ/haines-2000-validating.pdf

Hignett, S., & McAtamney, L. (2000). Rapid Entire Body Assessment (REBA). Applied Ergonomics, 31(2), 201–205. https://doi.org/10.1016/S0003-6870(99)00039-3

International Organization for Standardization (ISO). (2016). ISO 6385:2016 Ergonomic principles in the design of work systems. Geneva: ISO. https://www.iso.org/standard/63785.html

International Organization for Standardization (ISO). (2018). ISO 26800:2011/Amd 1:2018 Ergonomics—General approach, principles and concepts—Amendment 1. Geneva: ISO. https://www.iso.org/standard/63785.html

Karsh, B.-T., Brown, R., & Smith, M. J. (2005). Ergonomics and patient safety in healthcare: A review of the literature. Ergonomics, 48(5), 461–479. https://doi.org/10.1080/0014013042000327694

Kroemer, K. H. E., & Kroemer-Elbert, K. E. (2001). Ergonomics: How to Design for Ease and Efficiency (2nd ed.). Prentice Hall.

Kuorinka, I., Jonsson, B., Kilbom, Å., Vinterberg, H., Biering-Sørensen, F., Andersson, G., & Jørgensen, K. (1987). Standardised Nordic questionnaires for the analysis of musculoskeletal symptoms. Applied Ergonomics, 18(3), 199–206. https://doi.org/10.1016/0003-6870(87)90010-X

McAtamney, L., & Corlett, E. N. (1993). RULA: A survey method for the investigation of work-related upper limb disorders. Applied Ergonomics, 24(2), 91–99. https://doi.org/10.1016/0003-6870(93)90080-S

Mogalakwe, M. (2006). The use of documentary research methods in social research. African Sociological Review, 10(1), 221–230.

National Institute for Occupational Safety and Health (NIOSH). (1994). Applications manual for the revised NIOSH lifting equation (dHHS(NIOSH)Publication No.94-11 https://doi.org/10.26616/NIOSHPUB94110revised092021

Occupational Safety and Health Administration (OSHA). (2009). Guidelines for Nursing Homes: Ergonomics for the Prevention of Musculoskeletal Disorders. Washington, DC: U.S. Department of Labor. https://www.osha.gov/sites/default/files/publications/final_nh_guidelines.pdf

Page, M. J., McKenzie, J. E., Bossuyt, P. M., Boutron, I., Hoffmann, T. C., Mulrow, C. D., et al. (2021). The PRISMA 2020 statement: An updated guideline for reporting systematic reviews. BMJ, 372, n71. https://doi.org/10.1136/bmj.n71

Rivilis, I., Van Eerd, D., Cullen, K., Cole, D. C., Irvin, E., Tyson, J., & Mahood, Q. (2008). Effectiveness of participatory ergonomic interventions on health outcomes: A systematic review. Applied Ergonomics, 39(3), 342–358. https://doi.org/10.1016/j.apergo.2007.10.006

Scott, J. (1990). A Matter of Record: Documentary Sources in Social Research. Polity Press.

Sonne, M., Villalta, D. L., & Andrews, D. M. (2012). Development and evaluation of an office ergonomic risk checklist: ROSA—Rapid Office Strain Assessment. Applied Ergonomics, 43(1), 98–108. https://doi.org/10.1016/j.apergo.2011.06.008

Waters, T. R., Putz-Anderson, V., Garg, A., & Fine, L. J. (1993). Revised NIOSH equation for the design and evaluation of manual lifting tasks. Ergonomics, 36(7), 749–776. https://doi.org/10.1080/00140139308967940

Wilson, J. R., & Sharples, S. (Eds.). (2015). Evaluation of Human Work (4th ed.). CRC Press.

World Health Organization & International Labour Organization (WHO/ILO). (2021). WHO/ILO Joint Estimates of the Work-related Burden of Disease and Injury, 2000–2016. Geneva: WHO/ILO. https://www.who.int/publications/i/item/9789240034945

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-08-19

รูปแบบการอ้างอิง

แสงเขตต์ ธ., พรือโป๊ะ น., แตงเหลือง ฐ., & นาคทั่ง ธ. (2026). หลักการยศาสตร์เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรในโรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลเอกชน. ศวท : ศิลปศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (LAS: Liberal Arts, Science and Technology), 3(2), 1–15. สืบค้น จาก https://li04.tci-thaijo.org/index.php/art-science/article/view/7874

ฉบับ

ประเภทบทความ

Research Article